Testimonials from Students and Parents

บทสัมภาษณ์

คุณณฤดี พงษ์อดุลยสุข

ผู้ปกครองน้องญดา พงษ์อดุลยสุข (เมเม่)

เหตุผลที่ตัดสินใจส่งน้องไปเรียนต่างประเทศในครั้งนี้ เพราะอยากให้น้องได้เปิดประสบการณ์ใหม่ๆ ให้ได้เห็นอะไรเยอะๆ ได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ได้พบกับบทเรียนชีวิตบทใหม่ พบกับความยากลำบากบ้าง ได้เห็นความแตกต่าง และเรียนรู้ที่จะเคารพความแตกต่าง และอีกอย่างหนึ่งคือคิดว่าภาษาอังกฤษเป็นสิ่งสำคัญสำหรับอนาคตของลูก จึงอยากพาไปเพื่อให้น้องได้เรียนรู้ด้วยตัวเองว่าความรู้ภาษาอังกฤษสำคัญมาก จะช่วยเปิดโลกใหม่ให้น้องได้มากมาย จึงคิดว่าการไปเรียนในครั้งนี้ เมื่อน้องกลับมาจะอยากเรียนภาษาอังกฤษเพิ่มเติม ซึ่งจะเป็นผลดีกับอนาคตของน้องต่อไป

คุณแม่รู้จัก CETA ครั้งแรกด้วยความบังเอิญมาซื้ออุปกรณ์ออกกำลังกายที่ชั้นล่างของอาคาร และเห็นโฆษณาในลิฟต์ค่ะ และเมื่อขึ้นมา ได้พบกับคุณผึ้ง รู้สึกประทับใจมาก เพราะรู้สึกได้ว่าคุณผึ้งมีความรู้จริง เคยไปอยู่มาจริง และเมื่อสอบถามอะไรสามารถตอบได้ ให้ความรู้สึกสบายใจ วางใจได้ จึงสนใจสมัครค่ะ เพราะคิดว่าการที่เราจะฝากลูกไปกับใครนั้น คนๆนั้นต้องมีความรู้ ความเข้าใจ และน่าเชื่อถืออย่างคุณผึ้งค่ะ และรวมกับที่เมื่อมอบโจทย์ให้คุณผึ้งช่วยคิด คุณผึ้งนำเสนอโรงเรียนที่สามารถให้แม่ไปด้วยได้ จึงสนใจมากค่ะ

เนื่องจากน้องอายุยังไม่ถึง 9 ปี ซึ่งยังเด็กเกินกว่าที่จะไปอยู่เองคนเดียวได้ ดังนั้น หลักการในการเลือกโรงเรียนในครั้งนี้จึงมีเงื่อนไขหลัก คือ ให้ลูกที่อายุน้อยไปเรียนได้ และมี Home Stay สามารถให้แม่ไปอยู่ด้วยได้ จากเงื่อนไขที่มี ทำให้มีเพียง St. Aidan’s Anglican Girls’ School ที่เดียวที่ครบเงื่อนไขทั้งหมด จึงเลือกที่นี่ค่ะ

St. Aidan’s Anglican Girls’ School เป็นโรงเรียนสะอาด มีแบ่งแยกเป็นชั้นประถม และมัธยม อยู่ติดสถานีรถไฟ ทำให้สามารถเดินทางไปกลับได้สะดวก ภายในโรงเรียนยังมีสวนหย่อม และแปลงผักขนาดย่อม และมีกิจกรรมนอกโรงเรียนมากมาย เช่น Cross Country Day

การเดินทางจากบ้านไปโรงเรียนก็ไม่ยากเลย เพราะ Host Family จะช่วยไปส่ง และรับ ที่สถานีรถไฟกลับมาที่บ้าน เราสองคนแม่ลูกแค่ขึ้นรถไฟไปโรงเรียนเพียง 1 สถานีเท่านั้นค่ะ และจากสถานี ออกมาก็ถึงโรงเรียนเลยค่ะ

สิ่งที่ชื่นชอบ คุณแม่ชื่นชอบคุณครู Mrs. Rigby ที่สุดค่ะ คุณครูมีความสนใจ เข้าใจ และรู้เรื่องเด็กๆ แต่ละคนเป็นอย่างดี คุณครูใจดี แต่มีความเป็นระเบียบวินัยสูงมาก เรียกได้ว่ามีจิตวิญญาณความเป็นครูมากค่ะ และคุณครูพยายามดึงให้เด็กคิด และกล้าพูดกล้าถามค่ะ เพื่อนๆ ต่างก็ให้การต้อนรับน้องดีมาก คิดว่าน่าจะเป็นเพราะทางโรงเรียน และคุณครูมีการเตรียมตัวกันมาก่อนอย่างดี ว่าจะต้อนรับน้องอย่างไรบ้าง คุณครูสลับให้เพื่อนๆมาเป็น Buddy ให้น้องค่ะ น้องเองก็มีการปรับตัวเยอะมาก ทั้งเรื่องภาษา การเรียน และการบ้าน คุณแม่ดีใจมากที่้น้องพยายามปรับตัว และสามารถอยู่ได้

การเรียนการสอนที่นี่มีการเตรียมตัว วางแผนมาอย่างดีค่ะ มีการจัดตารางเวลาล่วงหน้าเป็นปี คุณแม่ชอบที่วิชาเรียนไม่มากอย่างที่เมืองไทย และบางวิชามีการเรียนสองคาบติดกัน ทำให้ไม่ต้องเรียนหลากหลายมากในหนึ่งวันค่ะ การบ้านจะให้เป็นรายสัปดาห์ ซึ่งดีในแง่ที่ทำให้น้องรู้จักวางแผน และจัดลำดับความสำคัญในการทำการบ้าน โดยการบ้านจะมีทั้งในกระดาษ และในเว็บไซต์ mathsonline.com.au ที่นี่ยังมีวิชาห้องสมุดที่เปิดโอกาสให้เด็กได้อ่านหนังสือที่ยืมมาวันละ 15 นาทีด้วยค่ะ

สำหรับ Host Family มีการดูแลดีมากค่ะ ทั้งซักผ้า ทำอาหาร และขับรถไปรับส่งที่สถานีทุกวัน คุณแอน (Host Family) ทำอาหารอร่อยค่ะ ห้องนอนและห้องน้ำที่เตรียมไว้ให้ก็แยกเป็นสัดส่วนเฉพาะเราสองคน ทำให้มีความเป็นส่วนตัว นอกจากนั้นคุณแอนยังให้เราเข้าร่วมทานอาหารด้วยกับเพื่อนบ้าน ทำให้ได้เรียนรู้วัฒนธรรมมากขึ้นค่ะ

การตัดสินใจส่งน้องไปเรียนที่ต่างประเทศในครั้งนี้ คุณแม่มองว่า เป็นการเริ่มต้นที่ดีค่ะ ทำให้น้องกล้าใช้ภาษาอังกฤษ และเข้าใจภาษาอังกฤษมากขึ้นค่ะ ฝากถึงผู้ปกครองคนอื่นที่กำลังสนใจหาโรงเรียนที่ต่างประเทศให้ลูก ถ้าจะเลือกโรงเรียนสำหรับศึกษาในระยะยาว อยากให้ไปที่โรงเรียน ไปดูบรรยากาศ ไปคุยกับครู ไปดูเด็กๆ ก่อนตัดสินใจค่ะ

คุณเมษยา วทานิยปราโมทย์

ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท ภาวีกิตมหานคร จำกัด
ผู้ปกครองน้องซัน – กฤษฏิ์ วทานิยปราโมทย์

ในการหาข้อมูลเกี่ยวกับการส่งลูกไปเรียนต่อที่ประเทศออสเตรเลีย คุณแม่ติดต่อสอบถามรายละเอียดกับทาง CETA ค่ะ เนื่องจากเคยใช้บริการส่งน้องไปโครงการ Summer Course มาก่อน คุณแม่เลยตัดสินใจมาพูดคุยกับคุณ Andrew เจ้าของบริษัทชาว Australia ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญโดยตรง

ปัจจัยสำคัญที่คำนึงถึงคือการเลือกโรงเรียนที่เหมาะกับสไตล์การเรียนรู้ของลูก  ถ้าลูกมีความสุขกับการเรียน ความสำเร็จก็จะตามมาเองค่ะ ที่เลือก Billanook College เนื่องจากอยู่ใน Melbourne ซึ่งเป็นเมืองที่สงบ สะดวกสบาย ปลอดภัย โรงเรียนก็มีวิชาเรียนในชั้นมัธยมปลายที่หลากหลายตรงความต้องการของน้องมากกว่าในเมืองไทย ทั้งมีบรรยากาศการเรียนที่ดี ไม่มีสิ่งยั่วเย้าให้เด็กไขว้เขว โรงเรียนยังมีระบบช่วยเหลือและอำนวยความสะดวกให้นักเรียนครบครัน นักเรียนส่วนใหญ่เป็นชาวออสเตรเลีย ซึ่งลูกจะมีพัฒนาการด้านภาษาอย่างเต็มที่ ข้อสำคัญคือเด็กนักเรียนทุกคนมารยาทดีมาก เป็นมิตรและไม่มีการแบ่งแยกเชื้อชาติเลยค่ะ ตอนนี้น้องไปเรียนครึ่งปีแล้ว อยู่ Year 10 ซึ่งเท่ากับ ม.4 ของที่ไทย

แต่ละระดับชั้นมี 5 ห้อง ครูดูแลดี มองนักเรียนในแง่บวก การบ้านและความประพฤติ ผลการเรียน การขาดลามาสาย ผู้ปกครองจะติดตามดูใน website ของโรงเรียนได้ทุกวัน มีการจัดครูดูแลนักเรียนต่างชาติเป็นพิเศษ เช่น จัดกิจกรรมทัศนศึกษานอกสถานที่ และปีนี้จะมีรถรับส่งเด็กๆ ในกรณีที่ต้องเดินทางเข้าเมืองในวันศุกร์ถึงอาทิตย์ มีครูประสานงานระหว่างโรงเรียนกับ Host Family เมื่อนักเรียนมีปัญหาครูก็จะเข้ามาพูดคุยเพื่อแก้ปัญหาทันที กรณีที่เด็กไม่เข้าใจสามารถเข้าไปขอคำอธิบายได้ตลอดโดยที่ไม่ต้องเรียนพิเศษนอกโรงเรียนเลย

การเลือก Host Family เราต้องดูทัศนคติของ Host ด้วย ว่าเขามองเรื่องการดูแลเด็กเป็นเรื่องของธุรกิจ หรือเขาอยากดูแลลูกเราแบบคนในครอบครัว ถ้าเป็นอย่างแรก Host อาจจะตั้งข้อจำกัดต่างๆในการดูแลลูกของเราเพื่อเป็นการลดต้นทุนที่เขาต้องเสียให้มากที่สุด แต่ถ้า Host เป็นแบบที่สอง เขาก็จะจัดแจงอาหารที่ดี คอยดูแลเอาใจใส่ และพาลูกๆของเราไปร่วมกิจกรรมกับครอบครัวเขาด้วย ซึ่งโชคดีที่ Host ของน้องเป็นชาวจีน น้องเลยได้ฝึกพูดภาษาจีนไปในตัว อาหารที่ Host ทำให้ก็คล้ายๆกับบ้านเรา และ Host ยังมีลูกวัยใกล้เคียงกับลูกของเราซึ่งพูดภาษาอังกฤษดีมากคอยเล่นเป็นเพื่อน แต่ต้องเข้าใจว่าวิธีเลี้ยงลูกของเขากับของเรานั้นต่างกัน เขาจะสอนให้เด็กพึ่งตัวเองมากขึ้น เรื่องการเรียนเขาจะไม่มายุ่งเลยค่ะ Host สามารถติดต่อสื่อสารกับเราได้ตลอดทาง Social Media ต่างๆ ทำให้เราสบายใจขึ้นเยอะ

น้องปรับตัวได้ดีเพราะเพื่อนสนิทของน้องหลายคนก็แยกย้ายไปเรียนต่างประเทศแล้ว และทุกคนมีแผนจะไปเรียนต่อปริญญาตรีต่างประเทศอยู่แล้ว จึงไม่ใช่เรื่องที่น้องกังวล ส่วนตัวน้องเป็นคนที่เข้ากับคนรอบข้างได้ดีอยู่แล้ว เคยเรียนโรงเรียนนานาชาติมาก่อนจึงไม่มีปัญหาในการติดต่อสื่อสารกับคนต่างชาติค่ะ

สิ่งที่พ่อแม่หวังจะได้เห็นเป็นอย่างแรกคือการพึ่งตนเองได้ ซึ่งน้องซันรับผิดชอบเรื่องการบ้านและการทบทวนบทเรียนเองได้ดีกว่าตอนอยู่เมืองไทย น้องซันต้องเตรียมอาหารเช้าและอาหารเที่ยงไปทานที่โรงเรียนเอง เพราะเด็กๆที่โรงเรียนมักจะนำอาหารกลางวันไปทานเอง ทางโรงเรียนจึงไม่มีอาหารขายหลากหลายมากนัก โดยที่บ้าน Host จะซื้อพวกวัตถุดิบเตรียมไว้ให้ น้องซันจะคิดเองว่ามื้อต่อไปอยากทานอะไรและจะทำเมนูไหน ซึ่งถ้าอยู่ที่เมืองไทย เขาจะสบายเกินไป ไม่ต้องคิดวางแผนอะไร อยู่ที่ออสเตรเลีย น้องต้องดูดฝุ่นห้องนอนและซักผ้าเองในแต่ละสัปดาห์ มีเวรช่วยงานบ้าน เช่น ช่วยจัดโต๊ะอาหาร เป็นเวรเทขยะผลัดกับลูกๆของ Host คนละเดือน ส่วนเรื่องภาษาน้องพูดได้คล่องขึ้น สำเนียงดีขึ้น น้องยังสามารถขึ้นรถไฟเข้าเมืองไปทำธุระส่วนตัวคนเดียวได้ และเดินจากสถานีเพื่อกลับบ้านระยะทางไกลๆได้ด้วยตัวเอง ซึ่งคุณแม่ก็รู้สึกภูมิใจที่น้องมีการพัฒนาได้ถึงจุดนี้ค่ะ

คุณแม่ก็ประหลาดใจกับเทคโนโลยีการศึกษาที่นู่นมาก เทอมแรกที่น้องไป น้องไม่มีหนังสือเรียนเลย ตำราเรียน เอกสารต่างๆ ทุกอย่างจะโหลดลง iPad เด็กทุกคนต้องมี iPad ไม่ใช้ Laptop ค่ะ แต่เทอมใหม่นี้ใช้หนังสือเรียนบ้างเป็นบางวิชา ส่วนวิชาเรียนมีเป็นร้อยวิชาให้เลือกว่าสนใจจะเลือกเรียนอะไรตามความถนัดของเด็ก เทอมหน้านี้น้องมีเลือกเรียนวิชา Game Programming ด้วย ถึง Year 9 ไม่มีการสอบใหญ่เลย จะเป็นการสอบย่อยบ่อยๆ เพื่อวัดผลค่ะ

เนื่องจากน้องไม่ได้อยู่หอพักของโรงเรียน แม่ก็ไม่ได้อยู่ดูแลน้องที่นู่น ช่วงแรกจึงอยากให้มีคนเป็นตัวแทนของแม่คอยดูแลประสานงานกับ Host เรื่องความเป็นอยู่ อาหารการกิน และเป็นตัวแทนของแม่ในการติดตามเรื่องหลักสูตรการเรียนการสอนกับครู จึงจำเป็นต้องใช้ Guardian ซึ่งโชคดีที่ได้คุณ Tracey (ภรรยาของคุณ Andrew) คอยดูแลให้อย่างดี คอยไปเยี่ยม Host ทำรายงานความคืบหน้าของน้องซันสรุปมาให้คุณแม่ทุกๆเดือน หรือเมื่อมีเหตุฉุกเฉินก็สามารถติดต่อได้ทันทีค่ะ หากโรงเรียนมีข่าวสารอะไรก็จะติดต่อเรียกพบ Guardian เลย คุณแม่ก็ทำงานได้เต็มที่ ไม่ต้องบินไปบินมา บางครั้งคุณ Tracey ก็พาน้องไปเที่ยว ไปทานอาหารกับเพื่อนๆคนไทยด้วย

ด้านการดูแลน้องซัน คุณ Tracey จะแวะมาพูดคุยกับน้องเดือนละ 2-3 ครั้ง ถ้ามีปัญหาอะไรก็จะให้คำแนะนำ อบรมสั่งสอนเรื่องระเบียบวินัยแทนคุณแม่ด้วยค่ะ ถ้าน้องต้องการอะไรคุณ Tracey ก็จะคุยกับ Host ให้ หรือถ้า Host มีอะไรอยากให้น้องปรับปรุงก็มาคุยกัน ทางคุณ Tracey เอาใจใส่น้องดีมาก รวดเร็วทันใจ มีอะไรจะพูดตรงๆ ไม่มีปากหวาน รายงานที่ทำมาให้คุณแม่อ่านก็มีทั้งเรื่องดีและเรื่องที่น้องซันต้องปรับปรุง ซึ่งจะไม่มีการปกปิดใดๆ กับคุณแม่เลยค่ะ ที่สำคัญที่สุดคุณ Tracey เข้าใจน้องดีและเชื่อมั่นในตัวน้องทำให้น้องกล้าที่จะติดต่อไปทุกครั้งที่ต้องการความช่วยเหลือค่ะ

ทางคุณแม่เองเริ่มรู้จัก CETA จากการที่ได้ยินเพื่อนๆผู้ปกครองที่เคยส่งลูกๆ ไปโปรแกรม Summer Courses กับทาง CETA พูดว่า CETA จัดหา Host Family ที่ต่างประเทศได้ดี กลับมาเด็กๆก็ประทับใจ และมีพนักงานบินไปเยี่ยมดูแลเด็กๆด้วยถึงแม้ว่าจะเป็นที่ประเทศอังกฤษ

ก็เกิดความเชื่อถือค่ะ ภายหลังเมื่อได้ติดต่อส่งน้องซันไปเรียน คุณแม่ยังต้องชมกับคุณ Andrew ว่าพนักงานที่บริษัท CETA มีประสิทธิภาพมาก พูดจาเพราะ มีความเชี่ยวชาญในเรื่องการศึกษา และให้บริการคุณแม่ดีมากๆที่คุณแม่ติดต่ออยู่ประจำจะเป็นคุณกมลพรรณซึ่งเขาประสานงานได้ยอดเยี่ยมมากค่ะ

คุณแม่อยากจะฝากถึงผู้ปกครองท่านอื่นๆจากประสบการณ์ของตัวเองว่า คุณแม่ตัดสินใจถูกต้องและมีความสุขมากกับการที่เลือกส่งลูกไปเรียนที่ประเทศออสเตรเลีย รู้สึกอุ่นใจที่ลูกได้อยู่ในเมืองที่ปลอดภัยอย่าง Melbourne มีโรงเรียนที่มีการเรียนการสอนและสภาพแวดล้อมดี Host Family ก็น่าอยู่ น้องซันเป็นเด็กผู้ชายซึ่งคิดว่าถ้าอยู่ห่างพ่อแม่ในช่วงที่เขาโตพอที่จะรับผิดชอบตัวเองได้ เขาจะแกร่งขึ้น จะมีทักษะในการพึ่งตนเองได้ เรื่องเพื่อนๆแม่ก็ไม่ห่วงว่าจะมีน้อย เพราะ Social Media ปัจจุบันทำให้น้องไม่ขาดการติดต่อกับเพื่อนเก่าๆเลย สำหรับผู้ปกครองท่านไหนที่สนใจจะส่งลูกๆไปเรียนต่อที่ออสเตรเลียคุณแม่แนะนำให้ลองมาปรึกษา CETA ดูก่อนเพื่อหาข้อมูลค่ะ

คุณยุวภา แจ้งประสิทธ์

ผู้ปกครองน้องมาร์ค ภาสวุฒิ แจ้งประสิทธิ์

ณ วันนี้พูดได้เลยว่า การส่งลูกไปเรียนที่ออสเตรเลียเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องของครอบครัวค่ะ น้องมาร์คสามารถเข้าเรียนวิศวะที่ RMIT University ได้ในสาขา Electrical Electronic Engineering ตามความใฝ่ฝันของเขา

เมื่อมองย้อนกลับไปในสมัยน้องมาร์คเรียนมัธยมต้นที่เมืองไทย มาร์คเรียนไม่ทันเพื่อน ทำให้ท้อแท้และไม่มีความเชื่อมั่นในตัวเอง บ่นเสมอว่าตัวเองหัวไม่ดี ตัวคุณแม่เองจบมาทางด้านการศึกษา ก็มองว่าวุฒิภาวะลูกยังไม่พร้อม ซึ่งไม่เหมาะกับการเรียนแบบแข่งขัน บังเอิญว่าในขณะนั้นมาร์คมีเพื่อนคนหนึ่งที่ไปเรียนอยู่ที่ The Geelong College ตั้งแต่ Year 8 จึงได้สอบถามถึงการเรียนการสอนของที่นี่ เมื่อคิดดูแล้วว่าน่าจะเหมาะกับลูก จึงมาติดต่อกับทาง CETA เพื่อให้มาร์คมาทดสอบวัดความรู้และเรียนเสริมทักษะ ซึ่งทาง CETA ก็ได้ช่วยเหลือติดต่อประสานงานกับทางโรงเรียนให้จนสามารถเข้าเรียนได้  ตั้งแต่ Year 9 – 12

ช่วงแรกๆ ของการไปเรียนที่ออสเตรเลีย มาร์คต้องปรับตัวและช่วยเหลือตัวเองในหลายๆ ด้าน ซึ่งทำให้เขาเรียนรู้ที่จะคิดอย่างเป็นระบบและสามารถบริหารจัดการเรื่องของตัวเองได้ รู้จักจัดสรรและแบ่งเวลาในการทำสิ่งต่างๆ ด้านโรงเรียนก็ให้ความช่วยเหลือและดูแลเอาใจใส่เด็กดี มีชั่วโมงทำการบ้านให้และมีคุณครูช่วยชี้แนะ หอพักของโรงเรียนมีคุณภาพดี ซึ่งคุณแม่เคยเดินทางไปเยี่ยมชม มีความสะอาดและเป็นระเบียบดี

หลังจากที่มาร์คได้ไปเรียนระยะหนึ่งก็พบว่าการเรียนดีขึ้น จน Year 12 เมื่อวุฒิภาวะพร้อมและรู้ว่าตัวเองถนัดเรียนทางด้านตัวเลข ไม่ถนัดทางภาษา มาร์คจึงเลือกเรียนวิชาคณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ และบัญชี เพราะตัวเขาอยากเรียนวิศวะ เรียนจบมัธยมที่ออสเตรเลีย เวลาเข้าไปเรียนต่อในมหาวิทยาลัยจะทำให้การเรียนง่ายขึ้นมากเพราะได้ภาษาอังกฤษในระดับมัธยมมาแล้ว เนื่องจากเป็นวิชาบังคับ ถนัดหรือไม่ก็ต้องเรียน ทำให้เกิดการซึมซับภาษาอังกฤษ

คุณแม่คิดว่าการเรียนจบจากต่างประเทศช่วยเพิ่มโอกาสในการทำงานได้มากขึ้น เพราะประเทศเรากำลังจะก้าวเข้าสู่ AEC ในปี 2015 นี้แล้ว ซึ่งถ้าเด็กคนไหนมีพื้นฐานทางการการศึกษาที่ดีและสามารถใช้ภาษาอังกฤษได้คล่องแคล่วก็จะมีความได้เปรียบในอนาคต ตัวคุณแม่เองต้องขอบคุณ CETA ที่ให้บริการทั้งก่อนและหลังจากที่น้องไปเรียนที่ต่างประเทศแล้วเป็นอย่างดี

อยากจะบอกกับผู้ปกครองท่านอื่นๆ ว่า ถ้าลูกอยากเรียนต่างประเทศ ออสเตรเลียเป็นประเทศที่น่าสนใจประเทศหนึ่ง เพราะมีระบบการเรียนการสอนที่ทันสมัย และเปิดกว้างให้เด็กรู้จักคิดและกล้าแสดงออกซึ่งช่วยให้เด็กมีพัฒนาการที่ดีและรวดเร็วค่ะ

คุณณัฐวุฒิ - คุณธีรยา ธรรมจารี

ผู้ปกครองน้องลูกตาล ธนัชญา ธรรมจารี

สาเหตุที่ส่งลูกเข้าร่วมโครงการ Summer Course เพราะลูกสาวมีความสนใจที่จะไปเรียนต่อมัธยมปลายที่ต่างประเทศ โครงการ Summer Course จึงเป็นเหมือนการทดลองใช้ชีวิตในต่างประเทศของลูกด้วยตัวเองโดยไม่มีพ่อแม่ เป็นการหัดให้ลูกได้ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับคนอื่นๆ หัดคิด ตัดสินใจ และทำอะไรด้วยตัวเองมากขึ้น นอกจากนี้ ยังช่วยฝึกและพัฒนาภาษาอังกฤษของลูก โดยเฉพาะการฟังและพูด

ที่เลือกไป Summer Course กับทาง CETA ก็เพราะได้รับคำแนะนำจากกลุ่มคุณหมอที่โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ว่าดูแลเด็กๆ ได้ดีเยี่ยม เลยตัดสินใจส่งลูกไปในช่วงปิดภาคฤดูร้อนช่วงที่ลูกปิดเทอมชั้น ม.2 กำลังจะขึ้น ม.3 ที่โรงเรียนมาแตร์เดอีวิทยาลัย ลูกสาวได้รับประสบการณ์ที่ดีมากมายจากโครงการ Summer Course เพราะรู้สึกสนุกและประทับใจกับทุกสิ่งที่ CETA จัดให้ ไม่ว่าจะเป็นการที่ได้ไปท่องเที่ยวตามสถานที่ต่างๆในเมือง Melbourne การที่ได้เข้าเรียนที่ Wesley College และได้เห็นระบบการเรียนการสอนจริงของออสเตรเลีย หรือแม้แต่โฮสท์ที่ลูกไปอยู่ด้วยก็ดูแลดีและน่ารักมากๆ Summer Course ครั้งนี้เลยเป็นเหมือนจุดเริ่มต้น เพราะเวลาแค่ 4 อาทิตย์ ลูกรู้สึกชอบและอยากมาเรียนที่เมลเบิร์น ในเมื่อลูกเป็นฝ่ายขอไปเรียน เราในฐานะพ่อแม่ก็ยินดีและสนับสนุนความคิดความต้องการของลูก เพราะการเรียนต่อต่างประเทศจะให้อะไรมากมายกับลูก ทั้งความสามารถทางภาษาอังกฤษและฝึกให้เขาเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น เพราะต้องคิดต้องตัดสินใจ รวมถึงรู้จักแก้ปัญหาด้วยตัวเอง นอกจากนั้น เขาก็จะมีมุมมองและทัศนคติที่กว้างขึ้นเนื่องจากได้ใช้ชีวิตในอีกที่ ในอีกวัฒนธรรมที่แตกต่างจากเมืองไทย ส่วน Melbourne ก็เป็นเมืองน่าอยู่ มีความปลอดภัยสูง ผู้คนเป็นมิตร การเดินทางด้วยระบบขนส่งมวลชนก็สะดวก อากาศและสภาพแวดล้อมดี จึงรู้สึกสบายใจที่จะส่งลูกไปเรียนที่นี่

ข้อมูลเรื่องการเรียน ที่พักอาศัย รวมถึงข้อมูลทั่วๆไปของเมือง Melbourne เกือบทั้งหมดได้รับความช่วยเหลือจาก CETA และก็ได้มีโอกาสไปร่วมงาน CETA Expo เกี่ยวกับการศึกษาต่อ ทำให้ได้รู้จักกับคุณ Steven Lingard ตัวแทนจากโรงเรียน Billanook ซึ่งน้องลูกตาลเองก็เคยพบกับคุณ Steven แล้วเมื่อครั้งไป Summer Course และได้ไปเยี่ยมชมโรงเรียนต่างๆ ทั้งสองคนจำกันได้ จึงได้พูดคุยกัน ปรากฏว่าหลังจากนั้นไม่นาน คุณ Steven ติดต่อผ่านทาง CETA ว่ารับลูกตาลเข้าเป็นนักเรียนที่ Billanook จากข้อมูลโรงเรียนที่ได้รับจากทาง CETA คุณแม่เชื่อว่ามาตรฐานระบบการเรียนการสอนในระดับมัธยมของแต่ละโรงเรียนในประเทศออสเตรเลียมีความใกล้เคียงกัน นอกจากนี้ ข้อมูลที่ได้รับโดยตรงจากคุณ Steven คือนักเรียนโรงเรียนนี้มีผล VCE ที่สามารถเข้าเรียนต่อในมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศจำนวนมาก นอกจากนี้ลูกสาวยังเล่าว่าสภาพแวดล้อมที่โรงเรียนสวยและเป็นธรรมชาติมาก ในที่สุดก็ตัดสินใจให้ลูกมาเรียนต่อที่นี่ โดยเริ่มไปเรียนตั้งแต่ Year 10 จนจบ Year 12

ตลอดเวลาที่ลูกเรียนอยู่ที่เมลเบิร์น พวกเราสามคนพ่อแม่ลูกคุยกันเกือบทุกวัน ลูกก็มีความสุขดีกับการใช้ชีวิตและเรียนที่ออสเตรเลีย ลูกชมอยู่เสมอว่าคุณครูที่นี่เป็นกันเอง ดูแลเด็กนักเรียนดีมาก หากสงสัยหรือมีปัญหาอะไร สามารถเข้าไปถามได้ตลอดและเต็มใจช่วยเสมอ ส่วนโฮสท์ที่ CETA จัดหาให้ก็น่ารักและดูแลลูกตาลดีมาก เราก็ดีใจที่เขาดูแลลูกเราเหมือนเป็นสมาชิกในครอบครัวของเขาจริงๆ ลูกเล่าให้ฟังอยู่เสมอว่าเขาพาไปเที่ยวบ่อย มีทานเลี้ยง สอนทำอาหาร/ขนม และคุยเล่นสนุกๆกันทุกวัน เราก็สบายใจที่ลูกมีความสุขและได้อยู่กับครอบครัวที่ดี ถึงแม้ข้อเสียของการอยู่กับ Host Family จะมีอยู่บ้าง เช่น ใช้เวลาเดินทางไปโรงเรียนมากกว่า ไม่ได้อยู่กับเพื่อน และไม่มีครูคอยช่วยเหลือเรื่องการบ้านนอกเวลาเรียนเหมือนกับการอยู่หอพักที่โรงเรียน แต่สิ่งที่ได้จากการอยู่ Homestay คือลูกจะได้เรียนรู้ถึงวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของคนออสเตรเลียมากกว่า เพราะนอกจากจะเห็นภารกิจทั่วๆ ไปในแต่ละวัน เวลาที่โฮสท์ไปงานหรือพบปะเพื่อนฝูง เช่น วันเกิด งานหมั้น หรือไปโบสถ์ พวกเขาจะพาลูกสาวไปด้วยเสมอ ลูกจึงได้เรียนรู้ ได้เห็นอะไรต่างๆมากขึ้น

ในช่วงแรกๆ ที่ไปเรียน ลูกก็มีปัญหาเรื่องคิดถึงบ้าน แต่พอเริ่มเจอเพื่อนใหม่ๆ เริ่มมีกิจกรรมที่โรงเรียนมากขึ้น อาการคิดถึงบ้านก็เริ่มหายไปเพราะเขาเริ่มสนุกกับสิ่งใหม่ๆที่เข้ามา ลูกตาลมีพัฒนาการที่เห็นได้ชัดเจน หลักๆคือภาษาอังกฤษที่ดีขึ้นมากในช่วงเวลาไม่ถึงปี นอกจากนี้ เขาก็สามารถดูแลตัวเอง และรู้จักรับผิดชอบตัวเองได้ดีตลอดระยะเวลา 6 ปีที่เรียนอยู่ที่เมลเบิร์น

ระบบการศึกษาที่ประเทศออสเตรเลียสนับสนุนให้เด็กเรียนในสิ่งที่เด็กชอบมากกว่าการบังคับ ซึ่งเห็นได้จากที่ลูกสาวสามารถเลือกวิชาเรียนเองตั้งแต่ Year 10 ถึง 12 เพราะมีวิชาบังคับน้อยมาก ส่วนเรื่องเรียนพิเศษที่นี่เป็นเรื่องที่ไม่จำเป็น เพราะเมื่อไม่เข้าใจอะไร คุณครูยินดีอธิบายและสอนจนเข้าใจ ไม่ดุ ไม่ว่า ลักษณะการเรียนการสอนที่เป็นกันเองระหว่างเด็กนักเรียนและครู บรรยากาศการเรียนแบบนี้ช่วยกระตุ้นให้เด็กที่นี่กล้าคิดกล้าถามมากกว่านักเรียนที่เมืองไทย ซึ่งคุณแม่เองคิดว่าการที่จบมัธยมที่นี่มีส่วนทำให้เข้ามหาวิทยาลัยที่ออสเตรเลียง่ายขึ้น เพราะลูกไม่ต้องยื่นผลสอบอะไรเยอะแยะ เช่น IELTS และอื่นๆ ที่แต่ละมหาวิทยาลัยอาจจะขอ เพราะการสมัครเข้าเรียนในระดับมหาวิทยาลัยจะทำผ่านระบบของศูนย์กลางการศึกษาที่ลูกจะต้องทำตั้งแต่ตอน Year 12 ซึ่งการเข้าเรียนมหาวิทยาลัยที่ออสเตรเลีย ดูแค่ผล VCE อย่างเดียว นั่นคือคะแนน Entrance โดยรวม และคะแนนในแต่ละวิชาที่ลูกเรียนตอน Year 12 ซึ่งจะเป็น Prerequisites ของแต่ละคณะที่แตกต่างกันไป

อยากจะฝากถึงผู้ปกครองทุกท่านว่าการส่งบุตรหลานมาเรียนต่อต่างประเทศไม่ใช่เรื่องที่น่ากลัวและน่ากังวลอย่างที่หลายท่านอาจจะคิดไว้ เพราะพวกเราได้รับคำปรึกษาและความช่วยเหลือที่น่าประทับใจจาก CETA อยู่ตลอดเวลา CETA ให้การบริการที่ครบวงจร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการช่วยเลือกโรงเรียนและสมัครเข้าเรียน จัดหาโฮสท์และ Guardian บริการทำ Visa และอื่นๆอีกมากมาย นอกจากนี้ พวกเราพ่อแม่ คุณครูที่โรงเรียน และเจ้าหน้าที่ของ CETA สามารถติดต่อกันได้ตลอดเวลาเพื่อรายงานทุกอย่างที่เกี่ยวกับลูกตลอดเวลาที่อยู่ที่เมลเบิร์นด้วยค่ะ

คุณอนันต์ - คุณอิงอร ดวงใหญ่

ผู้ปกครองน้อง น้องออม สหรัฐ ดวงใหญ่ และ น้องโอม พงศ์ภัค ดวงใหญ่

เรียนที่ Killmore International Schoolคุณพ่อและคุณแม่มีความคิดว่าอยากจะส่งลูกๆไปเรียนที่ต่างประเทศ จึงได้ช่วยกันศึกษาหาข้อมูลจากทางอินเทอร์เน็ต และไปสอบถามกับศูนย์แนะแนวการเรียนต่อต่างประเทศ จนได้มาเจอกับทาง CETA และได้พูดคุยปรึกษาจนในที่สุดก็ตัดสินใจว่าจะส่งลูกๆไปที่ประเทศออสเตรเลีย

คุณพ่อคุณแม่ส่งลูกไปเรียนที่ Killmore International School ทั้ง 2 คน เหตุผลที่ส่งลูกๆไปเรียนที่นี่เพราะโรงเรียนมีบรรยากาศดี เงียบสงบ  สภาพแวดล้อมน่าอยู่ และยังเปิดสอนในหลักสูตร INTERNATIONAL BACCALAUREATE (IB) ซึ่งคุณพ่อคุณแม่เล็งเห็นว่าจะเป็นประโยชน์กับน้องๆในอนาคต

คุณครูที่ดูแลใส่ใจดี เช่น เมื่อเทอมที่ผ่านมาน้องออมได้รับอุบัติเหตุในขณะเล่นกีฬา ทำให้หัวไหล่เคลื่อน คุณครูก็รีบนำน้องส่งโรงพยาบาลอย่างเร่งด่วน แล้วแจ้งไปยัง Guardian เพื่อส่งข่าวให้คุณพ่อคุณแม่ทราบ และยังมีการรายงานเกี่ยวกับการเรียน พฤติกรรมของน้องขณะที่อยู่ในโรงเรียนให้เราได้ทราบความเคลื่อนไหวต่างๆที่เกิดขึ้นโดยผ่านทาง Guardian

เรื่อง Boarding เท่าที่พูดคุยกับลูกๆ ทั้ง 2 คนบอกว่าดีแต่มีหลายอย่างที่เด็กๆต้องปรับตัว เช่น การกิน การนอน การอยู่ร่วมกันกับเพื่อนที่ไม่เคยรู้จัก การช่วยเหลือตัวเองในเรื่องต่างๆ เช่น การดูแลตัวเองในเรื่องการซักผ้า การเก็บของใช้ส่วนตัว ที่สำคัญที่สุด เท่าที่ลูกคุยให้ฟังคือมีรุ่นพี่ที่คอยดูแลน้องๆ คอยบอก คอยสอนและให้คำแนะนำในเรื่องต่างๆ ทำให้มีกำลังใจและคลายเหงาในยามคิดถึงบ้าน

ในช่วงแรกที่น้องๆไป มีปัญหาทางด้านภาษามากๆ เนื่องจากน้องๆยังพูดไม่ค่อยได้ และไม่สามารถจะตอบคำถามหรือพูดคุยกับคุณครูและเพื่อนๆได้ ทำให้เกิดการท้อถอยและหมดกำลังใจจนคิดอยากกลับบ้าน แต่คุณแม่ก็บอกลูกว่าให้ตั้งใจและพยายามให้ถึงที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่ถ้าพยายามแล้วทำไม่ได้ก็ให้กลับบ้านเรา สุดท้ายลูกๆก็ผ่านอุปสรรคไปได้

การพัฒนาของลูกที่ไปเรียนที่โน่นที่เห็นได้ชัดเลยคือทางด้านความคิด จากการที่เคยคิดแบบเด็กๆก็เริ่มที่จะมีความคิดเป็นผู้ใหญ่ขึ้น มีการคิดเป็นขั้นเป็นตอน มีหลักการบ้าง และยังมีความกล้าที่จะเผชิญปัญหาต่างๆและรู้จักแก้ปัญหาด้วยตัวเองมากขึ้น

คุณแม่คิดว่า Guardian จำเป็นมากๆสำหรับน้องๆที่เป็นเด็กและไม่ค่อยออกไปอยู่ข้างนอกตามลำพัง ยิ่งไปอยู่ต่างประเทศต้องมีคนแนะนำและแก้ไขปัญหาต่างๆ เป็นตัวแทนของคุณพ่อคุณแม่ได้ทุกเรื่อง ทางเราได้รับคำแนะนำจาก CETA และได้อ่านประวัติการเรียน การทำงานของ Guardian จากข้อมูลที่ทาง CETA ส่งมาให้ เลยไว้วางใจใช้บริการคุณอรพินหรือคุณผิงซึ่งเราประทับใจเขาหลายๆเรื่อง เช่นการดูแลและให้คำปรึกษาเด็กๆในเรื่องการเรียน การปรับตัวและจะคอยส่งข่าวสารมาให้ทราบตลอด ทั้งทางเจ้าหน้าที่ของ CETA ทุกคนก็น่ารักมาก คอยส่งข่าวสารต่างๆจากทางโรงเรียนมาให้อยู่เสมอ คอยสอบถามเกี่ยวกับเด็กๆ ให้คำแนะนำและช่วยเหลือในด้านต่างๆที่ทางคุณพ่อคุณแม่ไม่ทราบ

สำหรับผู้ปกครองที่สนใจจะส่งลูกไปเรียนต่อที่ออสเตรเลียควรจะหาข้อมูลจากหลายๆตัวแทนแล้วมาเลือกใช้บริการ แต่สำคัญที่สุดควรจะเข้าไปดูงานหรือนิทรรศการที่ทางตัวแทนเจ้านั้นๆกับทางโรงเรียนต่างๆจัดขึ้น เพื่อให้ได้ข้อมูลและสามารถสอบถามรายละเอียดต่างๆได้โดยตรง บางครั้งอาจจะได้พูดคุยกับทางผู้ปกครองท่านอื่นๆที่จะส่งบุตรหลานไปศึกษาต่างประเทศเพื่อเป็นข้อมูลในการตัดสินใจค่ะ

คุณสาธิต มโนรถกุล

คุณสาธิต มโนรถกุล – กรรมการผู้จัดการ บริษัท มิวสิคคอลเลคชั่นกรุ๊ป

ผู้ปกครองน้องน้องซอล / น้องฟา

สาเหตุที่ส่งลูกไป Summer Course เพราะอยากให้ลูกได้รับการศึกษาที่ดีที่สุด ทั้งด้านภาษา วิชาการ และการรู้จักดำเนินชีวิตด้วยตัวเอง จึงคิดว่าการศึกษาในต่างประเทศน่าจะดีที่สุด และ Summer Course น่าจะเป็นก้าวแรกที่ควรให้ลูกได้สัมผัสถึงการไปศึกษาต่อในต่างประเทศ เพื่อเป็นการทดลองก่อนจะไปเรียนอย่างจริงจัง ผมส่งลูกไป Summer Course กับ ทาง CETA เมื่อปี 2007 ที่ Melbourne โดยเคยไป Summer Course กับบริษัทอื่นมาก่อนแล้วที่ประเทศอังกฤษ แต่ที่ไปครั้งนั้นลูกได้ไปเรียนที่โรงเรียนสอนภาษา ซึ่งไม่ได้มีบรรยากาศการเรียนในชั้นเรียนจริงของโรงเรียนมัธยม ทำให้ส่วนใหญ่แล้วลูกได้เที่ยวมากกว่าไปเรียน

แต่ครั้งที่ไปประเทศออสเตรเลียกับทาง CETA ลูกเล่าประสบการณ์ที่ได้ในการเรียนในชั้นเรียนจริง ว่าในห้องเรียนมีบรรยากาศสบายๆ ทุกคนสามารถแสดงออกอย่างเต็มที่ ไม่เคร่งเครียดเกินไป นักเรียนก็ตั้งใจเรียนอย่างจริงจัง ทำให้สนุกสนานไปกับการเรียน ส่วน Host family ก็รักและเอาใจใส่ดี พาไปเที่ยวนอกเมืองตอนสุดสัปดาห์ ช่วยให้หายเหงาไปบ้าง

ความจริงผมตั้งใจจะส่งลูกๆไปเรียนมัธยมที่ต่างประเทศอยู่แล้ว ดังนั้นการไป Summer Course คือก้าวแรกของประสบการณ์จริงที่ลูกจะได้ ถ้าไปแล้วลูกๆมีความสุข สนุกและพึงพอใจ เราก็จะดำเนินการต่อ เป็นขั้นตอนของการเลือกโรงเรียนที่เหมาะสมให้พวกเขา สาเหตุที่เลือกประเทศออสเตรเลีย เพราะมาตรฐานการศึกษาสูง คิดว่าไม่แพ้ประเทศอังกฤษเลย ทั้งยังมีความปลอดภัยสูง ผู้คนให้การต้อนรับชาวต่างชาติเป็นอย่างดี อากาศและเวลาก็ใกล้เคียงกับเมืองไทย บวกกับสามารถเดินทางไป-กลับประเทศไทยได้สะดวก

ผมวางใจเลือกให้ CETA เป็นผู้ช่วยที่ดีที่สุด โดย CETA จะให้ข้อมูลต่างๆ ที่ผมต้องการได้อย่างครบถ้วน มีข้อมูลโรงเรียนต่างๆมาให้พิจารณา เมื่อผมมีปัญหาหรือสงสัยอะไรก็โทรปรึกษาคุณกมลพรรณซึ่งคอยเป็นผู้ประสานงานในเรื่องต่างๆให้ ในการเลือกโรงเรียน ผมดูจากมาตรฐานการเรียนการสอน โดยจะมีค่าเฉลี่ยที่จะบอกว่านักเรียนที่จบ Year 12 ของโรงเรียนนั้นๆได้คะแนนเฉลี่ยเป็นอันดับเท่าไหร่ของรัฐ ซึ่งตัวเลขเหล่านี้จะบ่งชี้ถึงมาตรฐานการเรียนการสอนของแต่ละโรงเรียน ซึ่งทุกโรงเรียนจะมีสถิติเหล่านี้เป็นข้อมูลให้ดูเสมอ นอกจากนั้นผมยังได้เดินทางไปเยี่ยมชมโรงเรียนจริงที่ประเทศออสเตรเลียเพื่อไปพูดคุยกับอาจารย์และเจ้าหน้าที่ของโรงเรียน

ผมตัดสินใจเลือก Caulfield Grammar เพราะเป็นโรงเรียนที่มีค่าคะแนนเฉลี่ยของนักเรียนที่จบสูงมากแห่งหนึ่งของรัฐ Victoria นักเรียนที่นี่ก็มีระเบียบมาก มีหอพักอยู่ในโรงเรียนและอยู่ใกล้เมือง Melbourne ทำให้การเดินทางสะดวก น้องซอลเริ่มเรียน Year 9 จนจบ Year 12 ซึ่งน้องได้รับการคัดเลือกให้เป็น Co-Captain ของ International Student ในโรงเรียนด้วย ส่วนน้องฟาเริ่ม Year 10 จนจบ Year 11 แล้วเปลี่ยนไปเรียน Trinity College, University of Melbourne อีก 1 ปี จนทำคะแนนเข้า University of Melbourne ได้ โดยระหว่างที่ลูกๆเรียนอยู่ที่ Caulfield Grammar คุณครูหลายต่อหลายท่านก็ดูแลนักเรียนต่างชาติได้เป็นอย่างดี เช่น Mr. Peter Tselios – Head of Boarding House และ Mr. Tim Gallop ก็ดูแลนักเรียนในหอพักเป็นอย่างดี

ผมคิดว่าการอยู่หอพักของโรงเรียนจะทำให้เด็กๆมีระเบียบมากกว่าอยู่กับ Host Family และจะมีความสนิทสนมกับเพื่อนได้เร็วกว่า มีคุณครู Tutor ที่สามารถปรึกษาการบ้านต่างๆได้ แต่ค่าใช้จ่ายจะสูงกว่าบ้าง ระหว่างที่อยู่ในหอพัก น้องๆได้เรียนรู้ที่จะช่วยเหลือและพึ่งพาตัวเอง น้องซอลมีประสบการณ์การหาเสียงเพื่อให้ได้คัดเลือกเป็น Co-Captain น้องฟาก็เข้าร่วมกิจกรรม Open Day พาผู้ปกครองและนักเรียนที่สนใจมาสมัครเรียน ได้ดูกิจการโรงเรียน

แน่นอนว่าช่วงแรกๆที่ไปลูกๆต้องปรับตัวเข้ากับเพื่อนใหม่ วัฒนธรรมและความเป็นอยู่ของคนที่นู่น จากเคยอยู่สบายในเมืองไทย มีรถรับส่ง ก็ต้องเดินทางไปโรงเรียนด้วยรถไฟหรือรถบัสเอง ต้องปรับตัวเข้าหาเพื่อน ไปทำความรู้จักกับเขาก่อน ต้องขยันมากกว่านักเรียนท้องถิ่นเพราะภาษาเราสู้เขาไม่ได้  ซึ่งผมเองก็มีวิธีช่วยเหลือเพียงแต่ให้กำลังใจและคำปรึกษาที่เหมาะสมกับลูกๆเท่านั้น

ผมเองมีประสบการณ์ที่ไม่เคยลืมคือ ตอนน้องซอลเริ่มไปเรียนได้ 3 เดือน  ลูกโทรมาหาว่าเกิดพายุฝนรุนแรง รถไฟสายที่จะต้องนั่งกลับบ้านหยุดให้บริการ ต้องหาทางกลับบ้านวิธีอื่นที่ไม่รู้จัก น้องมีเงินสดติดตัวนิดหน่อยแถมเงินในโทรศัพท์ก็หมด เวลาก็ใกล้ค่ำแล้ว น้องพยายามขอยืมโทรศัพท์จากคนรอบข้างเพื่อโทรหา Host Family เวลานั้นน้องเพิ่งจะเปลี่ยน Host Family เป็นวันแรก เมื่อโทรไปแล้ว Host เกิดจำชื่อน้องไม่ได้ (คงเพราะน้องไม่มีชื่อฝรั่ง) เลยเหมือนน้องโกหก แต่โชคดีที่พักนึง Host โทรกลับมาบอกว่าจำน้องได้แล้ว ผู้ชายที่ให้ยืมโทรศัพท์ก็ช่วยโทรเรียกแท็กซี่มาส่งน้องที่บ้าน น้องซอลจึงได้ประสบการณ์ที่ต้องช่วยเหลือตัวเอง เขาร้องไห้โทรมาหาผมตอนถึงบ้านแล้ว ก็ปลอบว่านี่เป็นชีวิตจริงๆที่อาจต้องเจออีกมากมาย ให้เขาเรียนรู้และเข้มแข็งขึ้น

จากการที่ส่งลูกๆไปเรียนต่อที่ออสเตรเลีย ผมเห็นความมั่นใจในตัวเองของลูกๆมากขึ้น ทั้งการใช้ภาษาอังกฤษ การพัฒนาในทุกๆด้าน เรียกว่าอนาคตสามารถใช้ชีวิตอยู่ที่ไหนก็ได้ในโลกใบนี้ คงเพราะโรงเรียนเปิดโอกาสให้นักเรียนแสดงออกอย่างเต็มที่ มีวิชาเรียนต่างๆมากมายให้เลือกตามความสนใจ มีมหาวิทยาลัยดีๆให้เลือกมากมาย การเรียนที่ออสเตรเลียจึงไม่เครียดเหมือนเรียนมัธยมที่เมืองไทย ทำให้เด็กมีความคิดอ่านที่กว้างขวางและเป็นผู้ใหญ่มาก ตอนนี้น้องซอลเรียนปีสุดท้ายที่ Monash University, Bachelor of Business ส่วนน้องฟา เข้าเรียนปี 1 ที่ University of Melbourne, Bachelor of Commerce

ตัวน้องซอลเองเลือกที่จะเรียนในระบบปกติจนจบ Year 12 แล้วค่อยไปสอบกลางเพื่อนำคะแนนมาคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัย ส่วนน้องฟาจะเลือกเรียนจบแค่ Year 11 และไปเรียนต่อในระบบ Foundation อีก 1 ปี เพื่อเตรียมตัวเข้ามหาวิทยาลัย ข้อแตกต่างระหว่าง 2 ระบบนี้คือ การเรียน Year 12 ในโรงเรียนมัธยมคือเรียนปีสุดท้ายของโรงเรียน จะมีกิจกรรมต่างๆของนักเรียนปีสุดท้าย เช่น งานเลี้ยงรุ่น งานเลี้ยงของหอพัก เป็นต้น ทำให้มีความรักในสถาบัน ส่วนการสอบเข้ามหาวิทยาลัยคะแนนต่างๆจะเหมือนนักเรียนออสเตรเลียทุกประการ ต้องทำคะแนนแข่งขันกับนักเรียนในรัฐ

แต่การเรียน Foundation คือการเรียนเพื่อปูพื้นฐานของนักเรียนที่จะเข้าเรียนต่อในมหาวิทยาลัย ซึ่งเปิดโอกาสสำหรับนักเรียนต่างชาติเท่านั้น ถ้ามีจุดหมายที่จะเข้ามหาวิทยาลัยใดหรือคณะใดแล้ว Foundation เป็นทางเลือกที่น่าสนใจ เพราะเกณฑ์การคัดเลือก (คะแนน) จะแตกต่างจากระบบการสอบปกติ ซึ่งการแข่งขันจะน้อยกว่า ซึ่งผมคิดว่าการเรียนที่ออสเตรเลียนั้นช่วยให้ลูกๆมีโอกาสเข้ามหาวิทยาลัยในต่างประเทศง่ายขึ้นแน่นอนครับ เพราะเด็กๆคุ้นเคยกับระบบการศึกษาและวัฒนธรรมของคนท้องถิ่น ทำให้มีความสะดวกกับการเรียนและการอยู่อาศัยในระหว่างที่เรียนมหาวิทยาลัยด้วย เรียกได้ว่าแทบไม่ต้องปรับตัวอะไรมากมาย

ผมเองมีเพื่อนแนะนำมา ว่าถ้าจะมาเรียนออสเตรเลีย ต้องมากับ CETA เพราะคุณ Andrew เป็นคนออสเตรเลียที่เคยเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนในไทยมาก่อน ทำให้เขาเข้าใจความคิดและวัฒนธรรมของคนไทยดีมาก ซึ่ง CETA เองก็ตอบโจทย์ผมได้ในทุกเรื่องจริงๆครับ

สำหรับนักเรียนหรือผู้ปกครองคนไหนต้องการจะส่งลูกๆไปเรียนต่อที่ออสเตรเลีย ผมแนะนำว่าให้เตรียมตัวในด้านภาษาและจิตใจให้ดี เด็กๆต้องรู้จักปรับตัวและเรียนรู้ที่จะมีความสุขในสภาพแวดล้อมใหม่ๆ ผู้ปกครองเองก็เช่นกัน ควรเอาใจใส่และสอบถามความต้องการของลูกๆอย่างถี่ถ้วน ไม่ควรเอาความคิดของตนเองเป็นใหญ่และบังคับให้เด็กๆ เรียนหรือทำในสิ่งที่พวกเขาไม่ชอบครับ

คุณคูณ-คุณบุศดี คณะโจทย์

ผู้ปกครองน้องบีม บุษยมาส คณะโจทย์ เรียนที่ Methodist Ladies’ College (MLC)

คุณพ่อและคุณแม่ส่งน้องไปเรียนต่อที่ออสเตรเลียเพราะเห็นว่าเป็นประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลัก  ซึ่งจะช่วยให้น้องได้พัฒนาทักษะด้านภาษาอังกฤษได้ดี อีกอย่างหนึ่งก็ไม่ไกลเท่าไหร่คิดถึงก็บินไปเยี่ยมได้  ถ้าน้องปิดเทอมบินกลับมาที่ประเทศไทยก็ไม่เหนื่อยมาก ตอนนี้น้องเรียน Year 9 ที่ Methodist Ladies’ College ที่เมือง Melbourne โดยไปเรียนภาษาที่โรงเรียนสอนภาษา ประมาณ 2 เดือน หลังจากนั้นน้องถึงเข้าเรียนใน Methodist Ladies’ College เป็นต้นมา โดยทั่วไปประเทศออสเตรเลียที่ทุกคนทราบก็เป็นเมืองของการศึกษาอยู่แล้ว คุณพ่อคุณแม่ก็มีความสนใจจะส่งน้องไปเรียนต่อที่นั่นจึงศึกษาข้อมูลจากสื่อต่างๆ บวกกับคุณครูที่โรงเรียนเดิมของน้องได้แนะนำให้รู้จักกับทาง CETA จากนั้นทาง CETA ก็ช่วยอธิบายข้อมูลและรายละเอียดต่างๆ ให้ได้ทราบ

ปัจจัยหลักสำคัญที่เลือกโรงเรียนให้น้องคือ ความปลอดภัย สภาพแวดล้อมของโรงรียน ตลอดจนคุณภาพของหลักสูตรการเรียนการสอน ที่เลือกเรียนภาษาที่โรงเรียนสอนภาษาเพราะเป็นการเรียนในระยะสั้น จึงอยากให้น้องได้ใช้ชีวิตอยู่กับโฮมสเตย์เพื่อได้เรียนรู้เกี่ยวกับการใช้ชีวิตร่วมกับครอบครัวชาวต่างชาติและที่เลือกโรงเรียน Methodist Ladies’ College เพราะโรงเรียนตอบโจทย์ความต้องการของเราได้ อีกทั้งน้องเป็นผู้หญิงด้วย คุณพ่อคุณแม่ก็ติดตามความเป็นอยู่ของน้องขณะที่อยู่ออสเตรเลียตลอด จากการที่ได้คุยกับน้อง โดยรวมแล้วก็ทราบว่าน้องมีความสุขมาก แสดงว่าทางโรงเรียนทั้งสองแห่งได้ดูแลน้องเป็นอย่างดี คุณพ่อและคุณแม่ทราบอย่างนี้ก็รู้สึกหายห่วง ทั้งตัวน้องเองก็มีประสบการณ์ในการเดินทางไปต่างประเทศอยู่บ่อยครั้งทำให้มีความคุ้นชินในการอยู่ร่วมกับชาวต่างชาติ

ด้านความเป็นอยู่ด้านที่พักอาศัยของน้อง ข้อแตกต่างหลักคืออยู่กับโฮมสเตย์จะมีความเป็นส่วนตัวกว่า แต่ข้อเสียคือถ้าอยู่ระยะยาวจะทำให้รู้สึกอึดอัดเพราะความเกรงใจโฮสท์ ถ้าอยู่หอพัก จะรู้สึกไม่ค่อยเป็นส่วนตัวเพราะต้องอยู่ห้องพักร่วมกับเพื่อนๆ แต่มีข้อดีคือ มีความสนุกสนานและทำให้มีระเบียบวินัย สำหรับน้องบีมบอกว่าชอบอยู่หอพักที่โรงเรียนมากที่สุด โดยน้องมีพัฒนาการในทุกด้านอย่างเห็นได้ชัด คือมีความรับผิดชอบมากขึ้น รวมทั้งทักษะทางด้านภาษาอังกฤษของเขาก็ดีขึ้นมาก

คุณพ่อคุณแม่คิดว่า Guardian จำเป็นอย่างมาก เพราะคุณพ่อคุณแม่ไม่สามารถเดินทางไปดูแลน้องได้ตลอดเวลา Guardian จึงเป็นเหมือนตัวแทนของเราที่จะคอยดูแลน้อง เหตุผลที่ตัดสินใจใช้บริการ Guardian ของทาง CETA คือเราสามารถติดต่อและประสานงานได้ง่าย

สำหรับผู้ปกครองท่านอื่นๆ ที่ต้องการส่งลูกไปเรียนต่อที่ออสเตรเลีย คุณพ่อคุณแม่แนะนำว่าก่อนที่จะเดินทางไปเรียนควรให้ลูกเตรียมความพร้อมทางด้านภาษาและทางด้านจิตใจ อาจจะฝึกโดยไปเข้าแคมป์หรืออื่นๆ เรารู้จัก CETA เพราะทางโรงเรียนเดิมของลูกแนะนำ บุคลากรของทาง CETA ได้ให้ข้อมูลที่ดีมาก อัธยาศัยดีทุกคน

น้องโฟร์ - วีรวิทย์ พิทักษ์สิทธิ์

กำลังศึกษาอยู่ที่ All Saints Anglican School ชั้น Year 10

ก่อนหน้านี้ ผมเรียนอยู่โรงเรียนไทย แล้วก็ย้ายไปเรียนเป็นระบบ English Program หลังจากนั้นก็ย้ายไปเรียนที่สิงคโปร์ ก่อนที่จะตัดสินใจย้ายไปเรียนที่ออสเตรเลียครับ สาเหตุที่ตัดสินใจเปลี่ยนประเทศเพราะผมรู้สึกว่าอยากเรียนในประเทศที่พูดภาษาอังกฤษเป็นภาษาแม่มากกว่า ตอนแรกตัดสินใจเลือกระหว่างนิวซีแลนด์กับออสเตรเลีย แต่ชอบออสเตรเลียมากกว่าครับ

ผมกับคุณพ่อคุณแม่มาติดต่อกับ CETA 2 เดือนก่อนโรงเรียนเปิดเองครับ ตอนนั้นไม่ได้เตรียมตัวอะไรมามากครับ แค่หาข้อมูลโรงเรียนมาคร่าวๆ พอมาถึง พี่ๆ CETA ก็แนะนำโรงเรียนให้ 2 ที่ คือ Prince Alfred College ที่ Adelaide และ All Saints Anglican School ที่ Brisbane ครับ หลังจากนั้นก็ไปเยี่ยมชมโรงเรียนทั้งหมด และเลือกสมัครที่ All Saints Anglican School สาเหตุที่ผมเลือก All Saints Anglican School เพราะว่าเป็นสหศึกษาครับ อีกอย่างคือ หลังจากได้เยี่ยมชมโรงเรียนแล้ว รู้สึกชอบบรรยากาศที่นี่มากกว่า อีกอย่าง วัฒนธรรมและชีวิตความเป็นอยู่ของคนที่นู่นแตกต่างจากสิงคโปร์มากครับ คนที่ออสเตรเลียเฟรนลี่กว่าเยอะ ทำให้มีเพื่อนง่าย ปรับตัวง่าย ผมใช้เวลาประมาณ 1 สัปดาห์ครับ ที่โรงเรียนบรรยากาศร่มรื่นดีครับ ต้นไม้เยอะ แต่สิ่งที่ชอบมากที่สุดในโรงเรียนก็คือเพื่อนนี่แหละครับ เพื่อนๆ ที่นี่ดีมากครับ

การเรียนของที่นี่ ตอนแรกๆ ที่เพิ่งไปก็ยากอยู่เหมือนกันครับ ต้องปรับตัวอยู่บ้างในเรื่องของภาษา ระบบการเรียนการสอนต่างกันเยอะครับ เปรียบเทียบของ 3 ที่ ทั้งไทย สิงคโปร์ และออสเตรเลีย ผมชอบระบบการเรียนที่ออสเตรเลียมากที่สุด เพราะมันไม่ได้เน้นแต่เรียนตามตำราอย่างเดียว มันมีกิจกรรมให้ทำค่อนข้างเยอะด้วย ส่วนที่สิงคโปร์นี่ก็เหมือนที่ไทยเลยครับ เน้นเรียน แต่เรียนยากกว่า หนักกว่า ครูที่โรงเรียนดีมากเลยครับ ต่างกันกับที่สิงคโปร์เลย คุณครูไม่ได้แค่สอน แต่เขาจะใส่ใจนักเรียนมากกว่า ถ้ามีคำถามอะไร หรือต้องการความช่วยเหลืออะไร คุณครูก็จะเต็มใจช่วยครับ ผมเข้าร่วมกิจกรรมที่โรงเรียนเยอะพอสมควรเลยครับ ในส่วนของกิจกรรมภาคบังคับ โฟร์จะลงเป็นพวก แข่งวิ่ง แข่งว่ายน้ำ หรือพวกกรีฑาอะไรแบบนี้ครับ หอพักที่นี่สะอาดกว่าที่สิงค์โปร์เยอะเลยครับ บรรยากาศค่อนข้างอบอุ่นครับ อยู่กันห้องละ 2 คน ผมอยู่ห้องเดียวกับเด็กฮ่องกงครับ นิสัยดีเลย หอพักที่โรงเรียนผมจะเป็นแบบตึกเดียว หอหญิงอยู่ชั้นบน หอชายอยู่ชั้นล่าง ที่หอพักจะมีคนดูแลทั้งหมด 4 คนครับ เป็นครู 1 คน แล้วก็เป็นพวกรุ่นพี่ที่เว้น Gap Year ก่อนเรียนมหาวิทยาลัยอีก 3 คน ผมรู้สึกว่าการใช้ชีวิตที่นี่แตกต่างจากอยู่ที่บ้าน ตอนอยู่ที่บ้านไม่ค่อยต้องทำอะไรเองครับ แต่ไปใช้ชีวิตอยู่ที่โรงเรียน ที่หอพักต้องดูแลตัวเอง ได้ฝึกทำอะไรเอง รู้สึกว่าตัวเองโตขึ้น มั่นใจมากขึ้น อยากฝากถึงเพื่อนๆ น้องๆ ที่สนใจมาเรียนต่อต่างประเทศว่ามาเถอะครับ ที่นี่ดี ปรับตัวง่าย ระบบการเรียนดี เพื่อนๆ ก็ดีครับ

น้องภีม

Perfect Leaders at Macarthur

ในแต่ละปี ทางโรงเรียน Macarthur ได้มีการแต่งตั้งนักเรียน Year 12 ให้เป็นประธานนักเรียน และในปีนี้ 2015/2016 น้องภีม ภัทรชนน ตั้งเกียรติศิลป์ ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นประธานนักเรียน โดยเป็นนักเรียนชาวต่างชาติคนที่ 2 ที่ได้รับการคัดเลือกจากทางโรงเรียน ถือได้ว่าเป็นความภาคภูมิใจของน้อง ที่มีความสามารถที่โดดเด่นจนได้รับการแต่งตั้งให้เป็นประธานนักเรียน และนี่คือภาพถ่ายที่น้องถ่ายกับครอบครัว Homestay หลังจากที่ได้รับการแต่งตั้ง

homepage-science-duo_jpg

ต้อนรับนักเรียนที่จะขึ้น Year 12

ภาพบรรยากาศของงานเฉลิมฉลอง ต้อนรับนักเรียนที่จะขึ้น Year 12 ที่ โรงเรียน Macarthur ในวันศุกร์ที่ 23 ตุลาคม 2015 น้องภีม ภัทรชนน ได้ถ่ายรูปคู่กับ Mrs Cartwright, (International Registrar) และ Mr Oliver (Director of International Programmes) ในงานนี้ถือได้ว่าเป็นคืนพิเศษที่จะเฉลิมฉลองและเป็นเกียรติแก่นักเรียนที่กำลังก้าวเข้าสู่ Year 12 ทางโรงเรียน Macarthur หวังเป็นอย่างยิ่งว่าในปีหน้าจะได้มีโอกาสร่วมเฉลิมฉลองให้กับนักเรียนชาวต่างชาติอีกครั้งหนึ่ง

homepage-science-duo_jpg

น้องติ๊ต่าง - เรียนที่ University of Melbourne, Bachelor of Arts

น้องติ๊ต่าง ณัชชา ลิมปิอนันต์ชัย

ช่วงมัธยมติ๊ต่างเรียนที่ Firbank Girls’ Grammar School ค่ะ เจ้าหน้าที่หอดูแลดีมากค่ะ ไม่ใช่แค่ดูแลว่ากินอิ่มนอนหลับอย่างเดียว แต่ถ้าเราดูเครียดๆ ก็มีมาถามไถ่บ้าง ประทับใจครูที่นั่นมากๆด้วยค่ะ โดยเฉพาะครูดนตรีที่มีความกระตือรือร้นในการถ่ายทอดความรู้มาก ติ๊ต่างพักที่หอพักเลยได้ฝึกการอยู่ร่วมกับผู้อื่น ติ๊ต่างร่วมกิจกรรมด้านดนตรีเป็นส่วนใหญ่ค่ะ เช่น เล่นเปียโนให้ละครเวทีโรงเรียน หรือร้องเพลงให้โบสถ์ของโรงเรียน

ข้อดีของการเรียนที่ออสเตรเลียคือมีวิชาให้เลือกเยอะมากค่ะ นักเรียนสามารถเลือกวิชาที่ตัวเองสนใจได้อย่างแท้จริง อย่างเพื่อนติ๊ต่างคนหนึ่งที่ชอบขี่ม้ามากๆ ก็เลือกวิชา Equestrian Studies เพื่อนำความรู้มาเสริมให้กับความสนใจของตัวเอง และถ้าเรียนมัธยมที่ออสเตรเลีย จะมีโอกาสมากกว่าในการเข้ามหาวิทยาลัยในประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษ เพราะเขาจะมั่นใจว่าภาษาเราใช้ได้ บางคนอาจเข้าเรียนได้โดยไม่ต้องปรับพื้นฐาน ที่ติ๊ต่างเลือกเรียนมหาวิทยาลัยที่ออสเตรเลียเพราะคุ้นเคยกับออสเตรเลียและไม่ไกลจากเมืองไทยนัก บวกกับที่เมลเบิร์นได้รับการจัดอันดับเป็นเมืองที่น่าอยู่ที่สุดในโลก ทำให้อยากกลับไปอีกค่ะ

ติ๊ต่างได้รับ Offer Letter จาก The University of Melbourne คณะ Arts ที่มีความยืดหยุ่นสูง สามารถปรับให้ตรงกับความสนใจเราได้ ถ้าพูดถึง Arts บางคนจะนึกว่าเรียนภาษาอย่างเดียว แต่จริงๆมันคือศาสตร์ที่กว้างมากๆ แต่สิ่งที่คล้ายกันของแต่ละสาขาคือ ภาษาต้องแน่น ไม่ใช่แค่สะกดถูกไวยาการณ์ แต่ต้องตีความได้เร็ว เขียนให้สละสลวย อ่านความหมายที่ซ่อนอยู่ได้ เพราะฉะนั้นต้องตั้งใจเรียน อ่านหนังสือเยอะๆ จะได้ชินกับการใช้ภาษาในรูปแบบต่างๆค่ะ ในเรื่องของการเรียน ติ๊ต่างจะทบทวนบทเรียนเสมอ ฝึกทีละน้อยดีกว่าไปทำทีเดียวตอนใกล้สอบค่ะ เพราะความรู้ที่ได้จากการทำซ้ำจะจดจำได้นาน

สำหรับใครที่อยากมาเรียนที่ออสเตรเลีย ถ้าตัวพร้อม ใจพร้อม ก็มาได้เลยค่ะ เมื่อมาแล้วอย่าตั้งหน้าตั้งตาเรียนเพื่อให้จบแต่เพียงอย่างเดียว ต้องหาเพื่อนใหม่หลายเชื้อชาติ ลองทำอะไรที่ไม่เคยทำ อย่าลืม Enjoy the Journey ก่อนไปถึงจุดหมายปลายทางนะคะ

น้องทัศน์ ทัศน์พล กาวประเสริฐ

ทัศน์เรียนที่ Kilmore International School มาได้เกือบ 1 ปีแล้วครับ ที่เลือกเรียนที่นี่เพราะโรงเรียนมีชื่อเสียงและเป็นที่ยอมรับด้านการดูแลเรื่องการเรียนของนักเรียน หลักสูตรของที่นี่จะค่อนข้างแปลกใหม่สำหรับทัศน์มากเพราะจะเน้นให้นักเรียนคิด พูดคุยและหาข้อสรุปของเนื้อหาที่เรียนหรือแม้แต่หัวข้อสนทนาเรื่องต่างๆมากกว่าการเน้นให้นักเรียนถาม-ตอบในห้องเรียนอย่างเดียวเหมือนที่อื่นๆซึ่งเราสามารถนำทักษะการคิดนี้ไปใช้วิเคราะห์ถึงปัญหาต่างๆในชีวิตประจำวันเพื่อหาทางแก้ไขได้อย่างถูกต้อง จุดเด่นของที่นี่อีกอย่างคือมีนักเรียนหลายเชื้อชาติครับ นอกจากนักเรียนท้องถิ่นชาวออสเตรเลียก็ยังมีนักเรียนมาเลเซีย สิงคโปร์ ญี่ปุ่น จีน หรือแม้แต่เยอรมัน ทุกคนจะได้เรียนรู้วัฒนธรรมและแนวคิดของชาติอื่นๆ ทำให้นักเรียนมีความคิดแบบสากล ซึ่งสอดคล้องอย่างดีกับจุดประสงค์ของหลักสูตร International Baccalaureate (IB) ที่มุ่งเน้นให้นักเรียนเป็นบุคลากรสากล ทัศน์แนะนำให้เลือกเรียนที่ออสเตรเลียเพราะผู้คนของที่นี่เป็นมิตร สภาพแวดล้อมของบ้านเมืองและโรงเรียนก็เหมาะกับการศึกษามาก ซึ่งจะช่วยให้นักเรียนมีความพร้อมในด้านวิชาการอย่างเต็มที่สำหรับการศึกษาต่อในอนาคตครับ

น้องซอล กานต์ธีรา มโนรถกุล - เรียนที่ Monash University, Bachelor of Business

ประสบการณ์ขณะที่เรียนมัธยมอยู่ที่ Caulfield Grammar School เป็นประสบการณ์ที่พิเศษมากๆ ซอลได้รู้จักเพื่อนใหม่ๆ ทั้งคนออสเตรเลียและคนต่างชาติและยังได้เรียนรู้วัฒนธรรมของพวกเขาด้วยค่ะ โรงเรียนที่นี่จะเน้นทั้งด้านวิชาการและสนับสนุนเรื่องกีฬา ดนตรี การแสดง และศิลปะเช่นกัน ทุกๆปีโรงเรียนจะมีการจัดแข่งขันทางด้านวิชาการและกิจกรรมต่างๆ ซึ่งซอลก็ได้มีโอกาสได้ร่วมสนุกอยู่เสมอ เป็นประสบการณ์ที่ดีมากๆค่ะ

คุณครูและเจ้าหน้าที่ในโรงเรียนดูแลนักเรียนดีมาก เขาจะเปิดโอกาสให้เราแสดงความคิดเห็นได้อย่างเต็มที่ นักเรียนได้รับการส่งเสริมให้มีความมั่นใจและทุกคนก็กล้าที่จะแสดงความเห็นเสมอๆ นอกจากนั้นคุณครูจะช่วยสอนวิชาที่ไม่เข้าใจในช่วงพักหรือหลังเลิกเรียน และยังช่วยเตรียมข้อสอบเก่าๆมาให้เราฝึกทำสำหรับเตรียมสอบเข้ามหาวิทยาลัยด้วย ซึ่งซอลคิดว่าตรงนี้จะมีส่วนช่วยในการก้าวสู่มหาวิทยาลัยอย่างมาก สำหรับการเตรียมตัว ซอลจะหมั่นทบทวนเนื้อหาการเรียน ฝึกทำข้อสอบและแบบฝึกหัด คุณพ่อสอนให้ซอลอ่านบทเรียนก่อนที่ครูจะสอน อ่านอีกรอบในช่วงที่ครูสอน ถามเมื่อไม่เข้าใจ และอ่านซ้ำอีกทีเมื่อครูสอนบทเรียนนั้นจบไปแล้ว เพื่อให้มีความพร้อมกว่าคนอื่น 3 เท่าเนื่องจากภาษาอังกฤษไม่ใช่ภาษาแรกของเราค่ะ

ในช่วงการเลือกมหาวิทยาลัย ทางโรงเรียนจัดการเรื่องการสมัครเรียนให้ค่ะ โดยนักเรียนทุกคนจะต้องพูดคุยกับคุณครูที่ปรึกษาเกี่ยวกับคณะและมหาลัยที่อยากสมัครเรียนว่ามันเหมาะกับเรารึเปล่าและมีตัวเลือกอื่นอันไหนที่เหมาะกับความต้องการของนักเรียน

ตอนนี้ซอลเรียนที่ Monash University คณะ Business Major Marketing ค่ะ สาเหตุที่เลือกเรียนคณะนี้เพราะมีความสนใจเรื่องบริหารกิจการและหวังว่าจะสามารถนำไปใช้ในการบริหารกิจการของครอบครัวในอนาคตค่ะ สำหรับการเรียนในระดับชั้นมหาวิทยาลัยจะมีการแข่งขันสูงและเจาะลึกรายละเอียดของวิชาที่เลือกเรียนมากกว่าตอนเรียนมัธยม ทั้งนี้หลักสูตรปริญญาตรีที่ออสเตรเลียส่วนใหญ่จะสามารถจบได้ภายใน 3 ปี ส่วนเรื่องความเป็นอยู่ก็ต้องดูแลตัวเองมากขึ้นค่ะ ต้องทำอาหารและจัดการเรื่องค่าใช้จ่ายเอง บางครั้งก็ออกไปทำงาน Part-Time ซึ่งรัฐบาลอนุญาตให้ทำได้ ถ้าน้องๆคนไหนสนใจจะมาศึกษาต่อที่ออสเตรเลีย ก่อนอื่นต้องเตรียมตัวเรื่องภาษาดีๆ ต้องรู้จักปรับตัว มีความมั่นใจในการพูด มาเรียนที่ออสเตรเลียไม่ผิดหวังแน่นอนค่ะ  เพราะบ้านเมืองสวยงาม คนออสเตรเลียก็เป็นมิตร เรื่องการศึกษาก็ถือว่ามีชื่อเสียงและยังไม่ไกลจากประเทศไทยเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ เช่น อเมริกา แคนาดา หรืออังกฤษอีกด้วย

น้อง P.Y. นัยนภนต์ ใหญ่นามจันทร์ - เรียนที่ Wesley College, Australia

ผมเลือกเรียนที่ Wesley College เพราะที่นี่ขึ้นชื่อทั้งด้านวิชาการและกีฬา โรงเรียนยังสนับสนุนให้นักเรียนได้พัฒนาศักยภาพของตัวเองอย่างรอบด้าน พร้อมเปิดโอกาสให้นักเรียนได้เลือกเรียนในสิ่งที่ตัวเองต้องการและมีวิชามากมายที่รองรับความสนใจของนักเรียน เช่น วิชาการแสดง การขับร้อง วิชากีฬาต่างๆ ซึ่งเป็นระบบการศึกษาที่ตรงกับความต้องการของผม วิชาที่ผมเลือกเรียนจะเป็นสายการคำนวณ ซึ่งคุณครูทุกคนจะคอยช่วยเหลือเป็นอย่างดี กิจกรรมที่ผมเลือกทำจะเป็นการเข้ายิม โดยผมจะเข้ายิมพร้อมกับเพื่อนๆสัปดาห์ละสองวัน ครูฝึกที่นี่ก็จะช่วยแนะนำท่าออกกำลังต่างๆและยังแนะนำเรื่องการทานอาหารที่เหมาะสมด้วยครับ

โรงเรียนมีสิ่งอำนวยความสะดวกไว้ให้บริการนักเรียน มีบริการรถรับ-ส่งหลากหลายเส้นทาง มีกิจกรรมที่หลากหลายและน่าสนใจให้นักเรียนเข้าร่วมตลอดปี และยังมีกิจกรรมการแข่งขันต่างๆระหว่างหอเพื่อให้นักเรียนได้พัฒนาทักษะอยู่ตลอดเวลา ทั้งยังช่วยพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างนักเรียนของแต่ละหอพักอีกด้วย

ที่ Wesley College จะมีนักเรียนจากประเทศต่างๆทั่วโลก ทำให้เราได้เรียนรู้ในความแตกต่างในวัฒนธรรมของแต่ละชาติและรู้จักให้ความเคารพในความแตกต่างนั้น นักเรียนทุกคนมีความเท่าเทียมกัน นักเรียนที่เข้าเรียนใหม่ก็จะได้รับการดูแลและได้คำแนะนำจากเพื่อนๆและครูทุกคนครับ

สำหรับใครที่สนใจจะมาศึกษาต่อที่ออสเตรเลีย ผมขอแนะนำ Wesley College ครับ ที่นี่นักเรียนจะได้รับโอกาสในการพัฒนาทักษะที่ตัวเองสนใจควบคู่ไปกับทักษะด้านวิชาการ ทำให้นักเรียนจะไม่เบื่อในการเรียน และยังได้เรียนรู้แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกับเพื่อนนักเรียนทั่วโลก ทั้งโรงเรียนก็ตั้งอยู่ใน Melbourne ซึ่งเป็นเมืองที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม อาหารการกินก็หลากหลายด้วย ใน Melbourne มีที่ท่องเที่ยวสำหรับซื้อของและพักผ่อนหย่อนใจมากมาย เหมาะสำหรับผู้ที่เพิ่งเริ่มต้นมาอยู่ประเทศออสเตรเลียครับ

น้องปิ่น สิริวิมล คงเขียว - เรียนที่ Methodist Ladies’ College (MLC), Australia

เหตุผลหลักที่มาเรียนที่ประเทศนี้เพราะว่าเป็นประเทศที่น่าอยู่ ไม่วุ่นวาย ปลอดภัย ไม่อันตราย และห่างจากไทยไม่มากจนเกินไป ทำให้พ่อกับแม่สามารถมาเยี่ยมได้สะดวก และตอนนั้นปิ่นก็มีพี่ชายเรียนอยู่ที่นี่ด้วย พ่อแม่จึงตัดสินใจให้มาเรียนที่นี่หลังจากที่จบ ม.3 จากที่ไทย ก่อนจะมาเรียนก็ได้สอบ AEAS เพื่อที่จะประเมินว่าเราต้องมีการปรับภาษากี่เดือนและหลังจากนั้นก็ได้มีการปรึกษากับทาง CETA ว่าควรจะเรียนที่โรงเรียนไหน และได้เดินทางมาดูโรงเรียนประมาณ 5-6 แห่ง ก่อนที่จะตัดสินใจเรียนที่ MLC

เหตุผลที่เลือก MLC เพราะว่าได้มาเยี่ยมชมโรงเรียน  MLC และเห็นว่าเป็นโรงเรียนที่มีมีสิ่งอำนวยความสะดวกในการเรียนการสอนพร้อม และมีเนื้อหาหลักสูตรการสอนที่เข้มข้น จากการที่ได้เข้ามาเรียน นักเรียนทุกคนที่นี่ขยันมาก ซึ่งทำให้ปิ่นอยากที่จะพัฒนาตนเองมากยิ่งขึ้น เพื่อที่จะได้คะแนนดีๆจากการสอบในวิชาต่างๆ ส่วนตัวแล้วคิดว่าครูที่นี่ดูแลนักเรียนดี เพราะครูจะคอยถามตลอดว่าเราเข้าใจบทเรียนไหม และถ้ามีปัญหาหรือไม่เข้าใจอะไรก็สามารถถามครูได้เลย ส่วนเรื่องการบ้านจะมีค่อนข้างเยอะ แต่ก็ยังอยู่ในปริมาณที่เราสามารถทำเสร็จได้ถ้าเราจัดสรรเวลาได้ดี เมื่อก่อนปิ่นเป็นคนค่อนข้างขี้เกียจ แต่ปัจจุบันปิ่นจะทำการบ้านให้เสร็จก่อนทำกิจกรรมอื่น เพราะจะได้ไม่ต้องคอยกังวลถึงการบ้านที่ยังไม่ได้ทำ ปิ่นไม่มีเวลาทำการบ้านที่แน่นอน แต่ถ้าช่วงไหนที่มีการบ้านเยอะก็จะรีบทำหลังจากกลับจากโรงเรียน แต่ถ้าการบ้านไม่เยอะก็อาจจะพักผ่อนก่อนแล้วเริ่มทำตอนเย็น  ปิ่นคิดว่าการเรียนที่นี่ต่างจากที่ไทยเพราะว่าคุณครูที่นี่จะเปิดกว้างที่จะให้นักเรียนสามารถแสดงความคิดเห็นและโต้แย้งได้ตลอดซึ่งต่างจากที่ไทยที่ยังไม่ค่อยเปิดกว้างในเรื่องพวกนี้ และเราก็สามารถเลือกเรียนในวิชาตามที่เราต้องการเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัย ในขณะที่เมืองไทยเราสามารถเลือกได้แค่สายวิทย์หรือสายศิลป์

ปิ่นพักอยู่ที่ Swinburne Apartment ซึ่งเป็นที่พักที่ทางโรงเรียนจัดไว้ให้ ระยะทางเดินจากโรงเรียนประมาณ10 นาที ปิ่นคิดว่าการอยู่ Boarding เป็นเรื่องดี เพราะทุกอย่างจะมีขอบเขตว่าเราสามารถทำได้แค่ไหน แต่ทางเจ้าหน้าที่หอพักทุกคนก็ยังให้ความเป็นส่วนตัวกับเราเสมอ อย่างเช่น เราสามารถออกไปเที่ยวได้แต่ก็จะมีเวลากำหนดว่านักเรียนแต่ละชั้นปีกลับหอพักได้ช้าสุดเวลาไหน ส่วนเรื่องความปลอดภัย คนที่จะเข้าหอพักจะต้องมี Key Card เท่านั้นถึงจะเข้าได้ และเจ้าหน้าที่หอพักก็ดูแลเอาใจใส่ดีมาก คอยถามเสมอว่าเรียนเข้าใจไหม ให้ช่วยอะไรหรือเปล่า ส่วนอาหารของทาง Boarding ก็จะมีทั้งแนวเอเชียและตะวันตกซึ่งมีให้บริการเพียงพอสำหรับนักเรียนทุกคน

Guardian เป็นเรื่องที่สำคัญมากสำหรับการเรียนในออสเตรเลียสำหรับนักเรียนที่อายุไม่ถึง 18 ปี ซึ่ง Guardian ก็เหมือนกับผู้ปกครองของเรา ช่วยดูแลเราในเรื่องต่างๆ และคอยมาเยี่ยมหรือโทรมาถามอยู่บ่อยๆ ว่าเราสบายดีหรือเปล่า Guardian ยังสามารถช่วยเหลือเราได้ทันทีเมื่อเรามีปัญหาเร่งด่วน

เป็นโอกาสที่ดีมากที่ปิ่นได้มาเรียนที่ออสเตรเลีย เพราะการเรียนการสอนที่ออสเตรเลียอยู่ในมาตรฐานที่ดี คุณครูทุกคนเปิดกว้างที่จะให้นักเรียนแสดงความคิดเห็นต่างๆ และยังเป็นโอกาสที่ดีที่เราจะได้พัฒนาภาษาอังกฤษไปในตัว เพราะเราต้องใช้ในการสื่อสารทุกวัน และยังได้รู้จักเพื่อนๆหลากหลายสัญชาติมากมาย การมาเรียนที่ออสเตรเลียทำให้ปิ่นเปลี่ยนเป็นคนที่มีความรับผิดชอบในตัวเองมากขึ้น เพราะเราจะต้องจัดสรรเวลาต่างๆ เองว่าควรทำอะไร อย่างเช่นเรื่องทำการบ้าน เราก็ต้องจัดสรรเวลาให้ดี ซึ่งต่างจากตอนที่อยู่ที่บ้านเพราะจะมีพ่อแม่คอยเตือนตลอดว่าทำการบ้านได้แล้ว แต่ที่นี่ไม่มี  ทำให้เรารู้จักที่จะดูแลตัวเอง

ปิ่นชอบการบริการของทาง CETA มาก เพราะตั้งแต่ตอนที่ปิ่นเลือกที่จะมาเรียนที่ออสเตรเลีย ทาง CETA ก็จะคอยแนะนำว่าโรงเรียนแต่ละแห่งเป็นแบบไหน เน้นเรื่องอะไร และเราควรเรียนโรงเรียนไหน รวมถึงคอยให้คำปรึกษาในเรื่องต่างๆ และพี่ๆ CETA ก็เป็นกันเองและคอยช่วยเหลือในการติดต่อกับทางโรงเรียนเสมอ ซึ่งถ้าเรามีปัญหาหรือสงสัยอะไรเกี่ยวกับโรงเรียนก็สามารถถามทาง CETA ได้เลย

น้องปาน นัทธพงศ์ - เรียนที่ University of Melbourne

ปานเริ่มมาเรียนที่ Billanook College ตอน Year 11 ครับ ประมาณ 2 ปีที่แล้ว ปานเลือกมาเรียนต่อที่นี่เพราะเห็นว่าเป็นโรงเรียนที่มีชื่อเสียงทางด้านวิชาประเภท Arts ที่ปานชอบและยังมีบรรยากาศสงบ ร่มรื่น ซึ่งจะทำให้มีสมาธิในการเรียนครับ

ในระหว่างที่เรียนอยู่ที่ Billanook College คุณครูคอยเอาใจใส่ดีมากๆ เพราะปานเป็นนักเรียนชาวต่างชาติ อีกทั้งปานยังได้รู้จักและผูกมิตรกับเพื่อนใหม่ทั้งชาวออสเตรเลียและนักเรียนจากประเทศต่างๆ พวกเราค่อนข้างสนิทกันมากครับ เนื่องจากจะได้พูดคุยและทำกิจกรรมต่างๆ ร่วมกันบ่อยๆ ปานได้รับแต่งตั้งให้เป็น International Captain ประจำโรงเรียนครับ ซึ่งปานจะมีหน้าที่เป็นตัวแทนในการประสานงานเรื่องต่างๆ ทั้งการเรียนและการจัดกิจกรรมระหว่างคุณครูและนักเรียนชาวต่างชาติทั้งหมดในโรงเรียนครับ นอกจากด้านวิชาการแล้ว ปานยังได้ทำกิจกรรมที่ชอบอย่างการเล่นดนตรี เล่นกีฬาต่างๆอย่างเต็มที่ ปานยังได้มีโอกาสขึ้นแสดงในงานดนตรีของโรงเรียนถึง 2 ครั้งด้วยครับ

ตอนนี้ปานได้รับการตอบรับจาก University of Melbourne ในสาขา Animation ครับ ก่อนจะได้รับคัดเลือกนั้นปานต้องทำการเสนอผลงานต่างๆ เช่น การเขียน Story Board และบทภาพยนตร์สั้นๆ เพื่อนำเสนอให้ทางมหาวิทยาลัยพิจารณา เมื่อผ่านการคัดเลือกแล้วก็ต้องนำเสนอผลงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับด้าน Animation หรือ Graphic Design กับทางมหาวิทยาลัยอีกครั้งหนึ่ง จนในที่สุดก็ได้รับการตอบรับจากทางมหาวิทยาลัยครับ ซึ่งทำให้ปานภูมิใจมากเพราะจะได้ศึกษาในสาขาที่เราชอบมานาน ทำให้มีโอกาสในการพัฒนาทักษะและฝีมือของตัวเองให้ดียิ่งขึ้นไปอีกครับ

ปานคิดว่าการศึกษาต่อที่ประเทศออสเตรเลียนั้นมีประโยชน์มากครับ ระบบการศึกษาของที่นี่จะช่วยให้ทุกคนได้ค้นหาศักยภาพที่ดีของแต่ละคนจนเจอ เปิดกว้างให้เราได้เลือกเรียนและทำในสิ่งที่ชอบจริงๆ อย่างปานที่ได้มีโอกาสเข้าศึกษาต่อในคณะที่หวังไว้ก็เพราะปานได้มีโอกาสได้เลือกเรียนในวิชาที่ชอบ ได้พัฒนาทักษะและสร้างผลงานอย่างเต็มที่ขณะเรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาที่นี่ครับ จึงอยากแนะนำให้น้องๆที่มีโอกาสทุกคนได้มาเรียนต่อที่ประเทศออสเตรเลียครับ มาหาประสบการณ์ใหม่ ทำความรู้จักกับเพื่อนใหม่ เรียนรู้วัฒนธรรมจากการรู้จักผู้คนที่นี่ เป็นการเปิดโลกทัศน์และมุมมองให้กับชีวิตของเราครับ

น้องน้อยหน่า วิชญาดา เชื้อวณิชย์ - เรียนที่ Geelong Grammar School, Australia

หนูเรียนอยู่ที่ Geelong Grammar School ซึ่งเป็นโรงเรียนที่หนูกับคุณแม่ช่วยกันเลือกค่ะ เรามีหลายเหตุผลที่เลือกที่นี่ เนื่องจากคุณแม่อยากให้อยู่โรงเรียนประจำ รวมถึงทางโรงเรียนมีระบบ Boarding ที่ดี และทางคุณแม่ก็ได้มีโอกาสติดต่อพูดคุยกับทางโรงเรียนแล้วก็รู้สึกพอใจกับระบบของโรงเรียนค่ะ แต่ก่อนหน้านี้หนูต้องเรียนปรับภาษากับทางโรงเรียน Avalon ก่อนค่ะ ซึ่งหนูมีความเห็นว่าการเรียนภาษาก่อนเข้าเรียนจริงๆ นั้นมีความจำเป็นมากค่ะ นอกจากช่วยเตรียมความพร้อมทางด้านภาษาแล้ว ยังช่วยเตรียมความพร้อมในการเข้าสังคมที่เราไม่คุ้นเคยด้วยค่ะ

บรรยากาศที่ Avalon มีนักเรียนไม่เยอะค่ะ ทำให้บรรยากาศที่โรงเรียนเหมือนครอบครัว เราสนิทกันเกือบทุกคนเลยค่ะ หนูจะมีวิธีปรับตัวเข้าหาเพื่อนโดยจะนึกถึงใจเขาใจเรา และก็ต้องเป็นคนที่มีน้ำใจ ทำตัวให้มีปัญหาน้อยที่สุดแล้วเพื่อนๆ ก็จะรักเราเองค่ะ คุณครูก็เอาใจใส่ดีมากค่ะ คุณครูจะคอยให้นักเรียนทุกคนตอบคำถามซึ่งเป็นการฝึกฝนทักษะการพูด การอ่านได้ดีมากค่ะ นอกจากนี้ทางโรงเรียนจะมีกิจกรรม Individual Studies ซึ่งเป็นเวลาที่ให้นักเรียนได้เลือกทบทวนบทเรียนตามต้องการทุกๆ อาทิตย์หรือถ้าคนไหนต้องการคาบเรียนเพิ่มก็สามารถพูดคุยกับคุณครูได้ค่ะ

การใช้ชีวิต Boarding หนูได้แชร์ห้องกับเพื่อน 3 คนค่ะ ช่วงแรกๆลำบากมากค่ะ เพราะตอนอยู่เมืองไทย หนูนอนคนเดียวใช้ห้องน้ำคนเดียว ไม่ต้องแชร์กับใคร ตื่นเวลาใดก็ได้ แต่มาอยู่นี่ต้องทำอะไรตรงต่อเวลา ถ้าช้าไปนิดเดียวจะมีผลต่อคนอื่นๆ แต่เมื่อปรับตัวได้หนูกลับรู้สึกชอบการอยู่ Boarding มากๆ ค่ะ เพราะอยู่ที่นี่ไม่เหงาเลย มีเพื่อนตลอด อีกทั้งตอนนี้หนูกับรูมเมทเราสนิทกันมากด้วยค่ะช่วยเหลือกันตลอด เวลาไม่สบายเราก็จะช่วยดูแลซึ่งกันและกันค่ะ การอยู่แบบ Boarding นั้น สอนอะไรหนูหลายๆ อย่าง ทั้งความมีระเบียบวินัย ความเคารพผู้อื่น การอยู่ร่วมกับคนอื่น และการรับผิดชอบสิ่งของส่วนรวมค่ะ

สำหรับป้าอ้อย Guardian ของหนูท่านเอาใจใส่หนูดีมากค่ะ ป้าจะคอยติดตามผลการเรียน ความประพฤติ ตลอดจนถ้าหนูมีปัญหาไม่ว่าเรื่องใดๆ ก็ตามก็จะโทรคุยปรึกษากับป้าอ้อยได้ตลอดเวลาเลยค่ะ หนูกับป้าอ้อยเราค่อนข้างสนิทกันมาก บางสัปดาห์หนูออกมานอนกับป้าอ้อย เราชอบไปกินบุฟเฟ่ต์ด้วยกัน หนูประทับใจที่ป้าอ้อยพาไปเที่ยวภูเขา ไปดูไร่สตรอเบอรรี่ รวมถึงชอบที่ป้าขับรถพาไปที่ต่างๆ ด้วยค่ะ เป็นการเปิดหูเปิดตาดีกว่าอยู่โรงเรียนตลอดเวลาค่ะ

สิ่งที่ได้จากการมาเรียนที่ออสเตรเลียนั้นมีมากมายจนเล่าไม่หมดเลยค่ะ อย่างแรกหนูมาที่นี่ทำให้หนูโตขึ้นค่ะ การศึกษาของที่นี่ก็ดีไม่เน้นให้เด็กท่องจำ หากเพื่อนๆ สนใจที่อยากจะไปเรียนต่อประเทศออสเตรเลีย ก่อนมาก็ควรจะเลือกโรงเรียนที่ชอบและเหมาะกับตัวเองเพราะแต่ละโรงเรียนจะมีข้อดีข้อเสียแตกต่างกัน การเลือกโรงเรียนที่เหมาะกับเราจะทำให้เราค้นพบตัวตนได้ชัดเจนมากขึ้นด้วยค่ะ

น้องมิ้นท์ - เรียนที่ Methodist Ladies’ College (MLC)

เหตุผลที่เลือกเรียนที่ MLC เพราะพี่สาวมิ้นท์มีคนรู้จักหลายคนที่จบจาก MLC แล้วได้รับคำแนะนำว่าเป็นโรงเรียนที่น่าเชื่อถือและมีหลักสูตรการสอนที่ดี บรรยากาศที่ MLC ค่อนข้างครึกครื้นค่ะ เพราะมีนักเรียนเป็นจำนวนมาก หลายๆ คนมีนิสัยเฮฮาร่าเริงสนุกสนานและมีอัธยาศัยดี คุณครูที่โรงเรียนดูแลเอาใจใส่นักเรียนทุกคนได้ดีมากๆ ดูแลนักเรียนทุกคนได้ทั่วถึง จุดนี้จึงทำให้มิ้นท์รู้สึกสบายใจและกล้าพูดคุยกับคุณครูในทุกๆ ครั้งที่ต้องการความช่วยเหลือค่ะ

ปกติแล้วมิ้นท์เป็นคนขี้อาย ไม่เข้าไปทักทายคนอื่นก่อน ต้องปรับตัวโดยการเข้าหาคนให้มากขึ้น พยายามพูดคุยและทำความรู้จักกับเพื่อนใหม่หลายๆ คนค่ะ เพื่อนของมิ้นท์ส่วนใหญ่จะเป็นชาวออสเตรเลีย แต่ที่สนิทเป็นพิเศษคือคนเกาหลี มาเลเซีย และจีนค่ะ

บรรยากาศของหอพักจะครึกครื้นมากเวลาที่นักเรียนทุกคนมารวมตัวกัน แต่ถ้าถึงเวลาที่ทุกคนกลับห้องและอ่านหนังสือทบทวนบทเรียน บรรยากาศก็จะเงียบสงบไปอีกแบบค่ะ โดยส่วนตัวมิ้นท์คิดว่ามารยาทพื้นฐานในการอยู่ร่วมหอพักคือเราต้องนึกถึงผู้อื่นค่ะ ควรระมัดระวังและประพฤติตัวให้เหมาะสม คำนึงถึงเพื่อนๆร่วมหอพักให้มาก มิ้นท์จะเกรงใจรูมเมทเป็นพิเศษค่ะ เนื่องจากเราต้องอาศัยอยู่ห้องเดียวกัน ดังนั้นก็ต้องเอาใจเขามาใส่ใจเรา จะทำอะไรก็อย่าให้เดือดร้อนผู้อื่น ทุกคนจะได้อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขค่ะ โดยรวมแล้ว ข้อดีในการอยู่หอพักคือเราจะมีระเบียบวินัยขึ้น เรียนรู้ที่จะทำอะไรโดยตนเอง เช่น ซักผ้า จัดห้องหรือแม้แต่จัดสรรเวลาทบทวนบทเรียน นอกจากนั้น มิ้นท์คิดว่าการอยู่หอถือว่ามีอิสระพอสมควร เพราะเราสามารถตัดสินใจและบริหารเวลาเองโดยไม่ต้องอาศัยผู้ปกครองหรือโฮสท์มาคอยดูแล

สำหรับเคล็ดลับในการเรียน มิ้นท์จะพยายามทบทวนบทเรียนหรือสิ่งที่ครูสอนค่ะ ไม่เข้าใจอะไรตรงไหนก็รีบถามครู อย่าปล่อยทิ้งไว้จนวินาทีสุดท้ายค่ะ อ่านหนังสือและพัฒนาข้อบกพร่องของเราให้ดียิ่งขึ้น โดยบางครั้งก็อาศัยความช่วยเหลือจากเพื่อนๆ รุ่นพี่ ครูที่โรงเรียน หรือครูจากการเรียนพิเศษค่ะ

มิ้นท์ตัดสินใจเรียน Foundation ที่ Monash College หลังจากที่จบ Year 11 ซึ่งเป็น Pathway ในการเข้ามหาวิทยาลัยที่ออสเตรเลีย  มิ้นท์ได้รับความช่วยเหลือจากพี่ๆที่ CETA ทั้งการให้คำแนะนำและช่วยดำเนินการในการสมัครค่ะ หลังจากเรียนจบ Foundation มิ้นท์ตั้งใจไว้ว่าจะเข้า Monash University ส่วนคณะก็คาดว่าจะเป็น Business ค่ะ

ในระยะแรกของการมาเรียนที่ออสเตรเลีย หลายคนคงมีอาการ Homesick ซึ่งเป็นเรื่องแปลกใหม่สำหรับคนที่ไม่เคยอยู่ไกลบ้าน อาจต้องเจอปัญหาหรือเรื่องราวที่ไม่คาดฝัน หรือความแตกต่างทางวัฒนธรรมแบบไม่ทันตั้งตัวจนอาจทำให้เกิดอาการ Culture Shock แต่ท้ายที่สุด การมาเรียนที่ออสเตรเลียถือเป็นโอกาสในการเรียนรู้ที่จะใช้ชีวิตด้วยตนเอง เนื่องจากข้อจำกัดของการใช้ชีวิตในต่างแดนเหล่านี้ทำให้เราต้องรู้จักพึ่งพาตนเอง เช่น เรียนรู้ที่จะแก้ปัญหาเฉพาะหน้าต่างๆ การพบเจอคนหลากหลายรูปแบบก็จะส่งผลให้รู้จักปรับตัว ทำให้เรามีความคิดแบบผู้ใหญ่มากขึ้น มิ้นท์อยากฝากให้ทุกคนเต็มที่กับทุกๆอย่างที่ทำนะคะ โดยเฉพาะกับการเรียน จะได้ไม่รู้สึกเสียดายว่าเราไม่ได้พยายามเต็มที่เท่าที่ควร เป็นธรรมดาที่จะท้อและเหนื่อยบ้าง แต่ท้อแล้วต้องไม่ถอยค่ะ

น้องมิ้นท์ - เรียนที่ Billanook College, Australia

ในช่วงแรกก่อนการมาเรียนมิ้นท์มีปัญหาด้านภาษาอังกฤษพอสมควร แต่พอได้ลองไป Summer Course ก็รู้สึกชอบและตั้งใจจะมาเรียนที่ออสเตรเลียเลยค่ะ

มิ้นท์ไปเรียนปรับพื้นฐานภาษาอังกฤษเป็นเวลา 2 เดือนก่อนการมาเรียนที่นี่ค่ะ มิ้นท์เลือก Billanook College เพราะที่นี่มีสาขาวิชาที่มิ้นท์ชอบเช่น Art & Design, Business Management, Music, Food Tech อีกทั้งบรรยากาศที่สงบยังเป็นอีกปัจจัยสำคัญในการเลือกที่นี่ด้วยค่ะ คุณครูทุกคนที่นี่จะคอยดูแลและช่วยเหลือมิ้นท์ตลอดเวลาที่อยู่โรงเรียน ถ้าเราไม่เข้าใจตรงไหนก็จะอธิบายจนเราเข้าใจ และก็ใส่ใจนักเรียนดีมาก โดยเฉพาะที่ Billanook College มีอาจารย์ที่จะให้คำปรึกษาและช่วยเหลือนักเรียนชาวต่างชาติโดยเฉพาะอยู่แล้ว เรื่องการเรียนไม่เป็นปัญหาเลยค่ะ

การได้อยู่กับโฮสท์แฟมิลี่ช่วยเราประหยัดค่าใช้จ่ายไปได้มากค่ะ อีกทั้งยังมี Guardian ที่เป็นเหมือนครอบครัวของเราคอยดูแลตลอด โดยมิ้นท์พักอยู่กับคุณ Tracey ค่ะ ซึ่งเขาเป็น Guardian ของมิ้นท์ด้วย ทำให้เรายิ่งสนิทกันมากค่ะ คุณ Tracey จะคอยช่วยเหลือในทุกๆด้าน ทั้งสอนการบ้านและให้คำปรึกษาปัญหา สอนให้มิ้นท์มีระเบียบวินัยในการปฏิบัติตัวค่ะ มิ้นท์จะมีเวลาพูดคุยกับคุณ Tracey มากในเวลาอาหารเย็นซึ่งเขาจะคอยเล่าเรื่องต่างๆให้ฟังเพื่อฝึกภาษาให้เราไปในตัว โดยมิ้นท์ก็ได้เรียนรู้วิธีทำอาหารมากมาย ทั้งญี่ปุ่น เม็กซิกันและอินเดีย เนื่องจากคุณ Tracey เป็นคนชอบทำอาหารและที่สำคัญรสชาติอาหารก็ดีมากด้วยค่ะ ส่วนวันหยุดเราก็จะไปทำกิจกรรมร่วมกันนอกบ้าน มีทั้งดูหนัง ขับรถชมวิว และช้อปปิ้งค่ะ

อยากให้เพื่อนๆ ที่กำลังคิดเรื่องมาเรียนต่อที่ออสเตรเลียไม่ต้องลังเลค่ะ เพราะโรงเรียนที่นี่มีคุณภาพ บรรยากาศของเมืองก็น่าอยู่ ผู้คนมีน้ำใจและเป็นมิตรมากค่ะ ที่นี่ทำให้มิ้นท์ได้เรียนรู้วัฒนธรรมต่างๆ และได้ปรับตัวเข้ากับคนรอบข้าง แถมยังได้รับประสบการณ์ในการใช้ชีวิตใหม่ๆจากการมาเรียนต่อที่นี่ด้วยค่ะ

น้อง Mickey - เรียนที่ Wesley College

ผมเลือกเรียนที่ Wesley College เพราะที่นี่มีสภาพแวดล้อมที่อบอุ่นและเป็นมิตรมากครับ โรงเรียนมีอุปกรณ์การเรียนทันสมัยมากมายทั้งในและนอกห้องเรียน  มีโรงละครอเนกประสงค์และสตูดิโอสำหรับการเปิดแสดงและฝึกซ้อม มีสนามกว้างขวางตกแต่งสวยงามสำหรับทำกิจกรรมต่างๆและมีพื้นที่ส่วนกลางอย่างโรงอาหารไว้บริการครับ

โรงเรียนที่นี่เปิดโอกาสให้นักเรียนแสดงความสามารถพิเศษอย่าง ศิลปะแขนงต่างๆ การแสดง ดนตรี และกีฬาได้อย่างเต็มที่ ระบบการศึกษาที่นี่จะเน้นให้นักเรียนได้พัฒนาศักยภาพทางด้านวิชาการและกีฬาไปพร้อมๆกัน ผมได้เรียนในวิชาที่หลากหลายและได้คุณครูที่ดีมากๆในทุกวิชา ทุกคนจะคอยดูแลช่วยเหลือแบบไม่เกี่ยงงอนเพื่อให้นักเรียนได้สิ่งที่ดีที่สุดครับ พวกคุณครูพร้อมให้ความช่วยเหลือตลอดหากนักเรียนมีข้อสงสัยหรือต้องการบทเรียนพิเศษในช่วงพักทานข้าวหรือหลังเลิกเรียน ผมมีโอกาสเลือกเล่นกีฬาหลายประเภท เช่น เทนนิส ฟุตบอล ว่ายน้ำ กรีฑา นอกจากนี้กิจกรรมจากทางหอพักและชมรมต่างๆก็ยังมีให้ทำมากมายตลอดปี ถือว่าโรงเรียนตอบสนองความต้องการของนักเรียนได้ทุกๆด้านครับ เพื่อนนักเรียนทุกคนที่นี่มีความเป็นมิตร ให้เกียรติผู้อื่นและคอยช่วยเหลือกันและกันอยู่เสมอ ผมเองมีเพื่อสนิทชาวท้องถิ่นและชาวต่างชาติหลายคน ซึ่งผมหวังที่จะรักษามิตรภาพเหล่านี้ให้ยืนยาวต่อไปครับ

หากใครสนใจที่จะศึกษาต่อที่ออสเตรเลีย ผมก็ขอแนะนำ Wesley College ให้เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกสำหรับทุกคนครับ ผมเองเรียนที่นี่มาได้ 5 ปีแล้ว ทุกวันนี้รู้สึกว่าที่นี่เป็นเหมือนบ้านหลังที่สอง นักเรียนและอาจารย์ทุกคนต่างต้อนรับนักเรียนใหม่ด้วยความเต็มใจและพร้อมให้ความช่วยเหลือเสมอครับ

น้องลูกตาล ธนัชญา ธรรมจารี

ตาลประทับใจในประเทศออสเตรเลียหลังจากได้ไป Summer Course เมื่อปี 2007 จากนั้นก็เข้าเรียนที่ Billanook College ปี 2008 และเพิ่งจบปริญญาตรีเมื่อปลายปี 2013 ที่ผ่านมาค่ะ Billanook College เป็นโรงเรียนที่อยู่ชานเมืองออกมาค่ะ โรงเรียนสวยและเป็นธรรมชาติมาก นักเรียนส่วนใหญ่เป็นคนออสเตรเลีย เดินทางไปโรงเรียนสะดวกด้วยรถโรงเรียนค่ะ เด็กนักเรียนในแต่ละห้องจะมีไม่เกิน 20 คน ทำให้คุณครูดูแลทั่วถึง

นอกจากเรื่องวิชาการแล้ว โรงเรียนยังส่งเสริมให้เด็กทำกิจกรรมนอกห้องเรียนอยู่บ่อยๆ เช่น EXIT WEEK ซึ่งเป็นเหมือนอาทิตย์ของการเรียนรู้นอกห้องเรียน นักเรียนจะได้ทำกิจกรรมทั้งอาทิตย์เลย เช่น ไปค่าย ไปทัศนศึกษา ฝึกทักษะอาชีพ โดยจะจัดปีละ 3 ครั้ง ค่ะ นอกนั้นก็มีกีฬาทุกอาทิตย์ มีกิจกรรมจิตอาสาและงานเทศกาลต่างๆ ที่โรงเรียนจัดขึ้นค่ะ ในด้านความเป็นอยู่ที่โรงเรียนไม่มีอะไรต้องกังวลค่ะ คุณครูที่นี่เอาใจใส่ดูแลดีมากๆ คอยเป็นห่วงเด็กทุกคนว่าเรียนทันเพื่อนๆ และเข้าใจบทเรียนรึเปล่า ถ้าเราไม่เข้าใจ ครูทุกคนเต็มใจสอนเราใหม่ทั้งหมดจริงๆ ค่ะ ไม่ต้องห่วงว่าเขาจะโมโหหรือรำคาญเพราะคิดว่าเราไม่ตั้งใจฟังเค้าพูดตั้งแต่แรก โดยเฉพาะกับนักเรียนต่างชาติ คุณครูจะรู้ดีว่าภาษาอังกฤษไม่ใช่ภาษาแรกของเราด้วย บางคนถึงกับจัดสอนพิเศษหลังเลิกเรียนเพื่อนักเรียนต่างชาติโดยเฉพาะและขับรถไปส่งเด็กแต่ละคนถึงที่บ้าน เห็นได้ว่าครูทุกคนเอาใจใส่พวกเรามากเลยค่ะ

ระบบการศึกษาของออสเตรเลียค่อนข้างให้อิสระกับเด็กนักเรียนมากกว่า ทั้งการ “เลือกวิชาเรียน” ที่เด็กถนัดหรือสนใจ ให้อิสระกับเด็กทางด้านความคิดเห็นในเรื่องต่างๆ ครูจะเปิดโอกาสให้เด็กคิด หาคำตอบเรียนแบบเข้าใจ และรู้จักนำไปใช้ มากกว่าการสอนแต่เนื้อหาอย่างเดียว เรื่องงานและการบ้านก็ไม่ค่อยบังคับหรือคอยเตือนให้ส่ง มันขึ้นอยู่กับตัวเราว่าเราจะมีความรับผิดชอบแค่ไหน ส่วนเรื่องเรียนพิเศษ ระบบการเรียนของออสเตรเลียไม่ได้สนับสนุนและกดดันเด็กในเรื่องนี้ มันขึ้นอยู่กับตัวเด็กเองว่าจะขยันและรู้จักแบ่งเวลาทบทวนบทเรียนยังไง นอกจากนี้ ระบบยังสนับสนุนให้เด็กทำกิจกรรมนอกห้องเรียนมากกว่าที่เมืองไทยค่ะ จำนวนชั่วโมงเรียนในแต่ละวันก็จะไม่เยอะเท่าที่เมืองไทย กิจกรรมนอกห้องเรียน เช่น ค่ายและกีฬา จะมีเยอะกว่าค่ะ

มหาวิทยาลัยหลายแห่ง รวมทั้งมหาวิทยาลัยดังๆ ทั่วโลก เช่น ที่อังกฤษและอเมริกา ยอมรับผลการเรียน Australian Secondary School เช่นผล VCE ทำให้สามารถเข้าเรียนปี 1 ปริญญาตรีได้ทันที ในขณะที่เด็กจบมัธยม 6 เมืองไทย มหาวิทยาลัยหลายแห่งจะให้เด็กเรียนหลักสูตร Foundation ก่อนเข้าปี 1 นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยหลายแห่งจะยกเว้นในเรื่องของ English Language Requirements ไม่ต้องยื่นผล IELTS/TOEFL เพราะเขายอมรับผลการเรียนวิชาภาษาอังกฤษ

จากออสเตรเลียหรือเห็นว่าเด็กมีประสบการณ์ทางด้านภาษาเพียงพอเพราะเคยเรียนและใช้ชีวิตใน English Speaking Country มาแล้วค่ะ

ตอนที่ตาลเรียนอยู่ระดับมัธยม ทางโรงเรียนก็กระตุ้นให้เริ่มคิดและวางแผนว่าจะทำอะไรหลังจบ Year 12 มีหลายครั้งที่ทางโรงเรียนได้เชิญเจ้าหน้าที่ของมหาวิทยาลัยต่างๆ เข้ามาให้ข้อมูลเกี่ยวกับคณะต่างๆที่เปิดสอน บวกกับการหาข้อมูลด้วยตัวเองและถามจากคนรู้จักที่เคยเรียนปริญญาตรีที่นี่ค่ะ ทำให้ตาลเริ่มสนใจที่จะเรียนต่อที่ออสเตรเลียเพราะมีความรู้สึกว่ามหาวิทยาลัยหลายแห่งที่ออสเตรเลียเป็นที่ยอมรับระดับโลก บวกกับเราชอบและคุ้นเคยกับที่นี่ และที่สำคัญ ระยะเวลาของสาขาที่ตาลเลือกเรียนก็สั้นกว่าที่อเมริกาและไทย ที่ทางด้าน Business จะเรียน 4 ปี แต่ที่ออสเตรเลียเรียนแค่ 3 ปีค่ะ

ในขั้นตอนการสมัครเรียน ตาลต้องสมัครผ่านทาง VTAC เนื่องจากตาลจบ Year 12 (VCE unit 3+4) ที่เมลเบิร์น คณะที่ตาลเลือกไม่ต้องสอบอะไรเป็นพิเศษ นอกจากข้อสอบกลางของรัฐซึ่งเหมือนเป็นข้อสอบของแต่ละวิชาที่ตาลเรียนตอน Year 12 ทางโรงเรียนก็จะมีคุณครูที่ปรึกษาคอยช่วยเรื่องแผนการเรียนต่อของเราค่ะ เพราะบางรายวิชาจะมี Prerequisite(s) หรือไม่ก็ Portfolio และอื่นๆ ขึ้นอยู่กับว่าเราจะเรียนอะไรหลังจบ Year 12 ซึ่งเราต้องรู้รายละเอียดพวกนั้นเพื่อเอาไว้เลือกวิชาเรียนใน VCE ค่ะ ปัจจุบันตาลเรียนจบ Bachelor of Commerce (Finance Major) จาก The University of Melbourne เพราะสนใจจะทำงานด้านการเงินค่ะ

สิ่งที่สำคัญที่สุดในการเรียนมหาวิทยาลัยให้สำเร็จไม่ว่าจะคณะไหนคือการรู้จักแบ่งเวลาค่ะ เพราะ “ความอิสระ” จะเข้ามาในชีวิตมหาวิทยาลัยของเรามากขึ้นหลายเท่าเมื่อเทียบกับตอนอยู่มัธยม เพราะฉะนั้นมันเป็นอะไรที่ท้าทายมากๆ ว่าเราจะสามารถควบคุมตัวเองได้มากแค่ไหน ตาลว่าชีวิตนักเรียนมัธยมกับชีวิตนักศึกษามันแตกต่างกันมาก

การเรียนมหาวิทยาลัยโดยเฉพาะในเมืองนอก พวกเราจะถูกมองว่าเป็นผู้ใหญ่คนนึง ต้องจัดการเรื่องต่างๆ ด้วยตนเอง เพราะฉะนั้นจะไม่มีใครมาคอยว่าคอยเตือนแม้แต่นิดเดียว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการลงเวลาเรียน ต้องมีความรับผิดชอบที่จะมาเรียน ทำงานส่ง แบ่งเวลาทบทวนบทเรียนและทำกิจกรรมนอกเวลาเรียนต่างๆ การแบ่งเวลาทำกิจกรรมพวกนี้เป็นอะไรที่ท้าทายมากจริงๆ เพราะสิ่งที่ล่อให้เราขี้เกียจมีเยอะขึ้น บวกกับบทเรียนที่ยากกว่าระดับมัธยมค่ะ การเรียนในแต่ละวิชาในระดับมหาวิทยาลัยจะลงลึกกว่าตอนเรียนมัธยมมากๆ เพราะระดับมัธยม คุณครูจะให้ความสำคัญกับการสอนควบคู่กับการทำแบบฝึกหัด เพื่อให้แน่ใจว่าเด็กส่วนใหญ่เข้าใจในเรื่องนั้นๆ ส่วนมหาวิทยาลัย การทำความเข้าใจกับสิ่งที่เรียนและการฝึกเป็นหน้าที่ของเราเอง ไม่มีใครรอใคร อีกอย่างที่แตกต่างของระดับการเรียนทั้งสองในความรู้สึกของตาล คือ โอกาสที่เราจะได้คะแนนไม่ผ่านเกณฑ์ของแต่ละวิชาของระดับมหาวิทยาลัยมีมากกว่าตอนระดับมัธยมหลายเท่า สาเหตุที่สำคัญคือการไม่รู้จักแบ่งเวลาไม่ควบคุมตัวเอง ทำให้ส่งงานไม่ทัน ทำได้ไม่ดีพอหรือตามสิ่งที่เรียนไม่ทันเนื่องจากมหาวิทยาลัยจะเข้มงวดกับกฎระเบียบต่างๆ มาก ทำให้การเจรจาต่อรองในข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นจากตัวเราเองแทบจะไม่มีทางสำเร็จและตกวิชานั้นๆ ในที่สุดค่ะ ตาลเชื่อว่าคงไม่มีใครอยากให้เหตุการณ์นี้เกิดขึ้น เพราะมันไม่ใช่แค่เสียเวลา เสียเงินลงเรียนใหม่ แต่มันเสียประวัติ เพราะผลของวิชาที่ตกไม่สามารถถูกลบไปจาก Academic Record ของเราได้เลยค่ะ

ตาลไม่ได้พยายามจะทำให้ทุกคนกลัวจากสิ่งที่เล่ามานะคะ เพราะโดยส่วนตัว ตาลชอบชีวิตนักศึกษามากที่สุด ตาลว่ามันสนุกท้าทายและเป็นอิสระมาก ยิ่งพอจบมาแล้ว แล้วมองย้อนกลับไป ตาลคิดว่าชีวิตนักศึกษามันก็สอนเราอีกแบบ เราได้เห็นสังคมเห็นวัฒนธรรม และรู้จักความคิดคนที่กว้างขึ้นผ่าน Uni Clubs and Events เพราะเพื่อนๆ ไม่ใช่แค่คนออสซี่ส่วนใหญ่เหมือนตอนตาลเรียนอยู่มัธยม แต่มาจากหลายที่ทั่วโลก ส่วนเรื่องการเรียนและชิ้นงานก็ท้าทายอีกแบบ เพราะหลายครั้งของงานที่ได้มา เป็นอะไรที่เราต้องหาคำตอบและตัดสินใจด้วยตัวเราเอง เพราะอาจารย์ไม่ได้สอนหรือไม่มีคำตอบในหนังสือ บางทีเขาก็อยากเห็นความคิดเห็นของเรา เห็นการตั้งสมมติฐานและวิธีหาทางออกของปัญหาเวลาที่เราต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้า จะว่ายากมันก็ยาก แต่จะว่าง่ายมันก็ง่าย เพราะในโลกความจริง บางทีมันก็ไม่มีคำตอบอะไรตายตัว มันอยู่ที่ว่าอะไรดีที่สุดสำหรับเวลานั้นๆ ค่ะ ความสนุกมันอยู่ที่ต้องจัดการและแก้ปัญหาทุกอย่างกันเองเพราะไม่มีผู้ใหญ่มานั่งคอยคุมและคอยช่วยเหลือค่ะ

สำหรับน้องๆคนไหนที่สนใจหรืออยากไปเรียนต่อ ไปเถอะค่ะ มันไม่ใช่แค่ระบบการเรียนที่แตกต่างและแค่การฝึกภาษาอังกฤษ ตาลตัดสินใจไม่ผิดเลยที่มาเรียนที่เมลเบิร์น การเรียนและใช้ชีวิตที่เมืองนอกเองคนเดียวโดยไม่มีคุณพ่อคุณแม่คอยช่วยเหลือดูแลเราตลอดเวลาได้ให้อะไรหลายๆ อย่างกับเรามาก มันทำให้เราโตขึ้น เห็นโลกที่กว้างขึ้น และแม้แต่เห็นสิ่งเดิมๆ ในมุมมองใหม่ๆ ที่แตกต่างออกไป 6 ปี ที่เรียนและอยู่ที่เมลเบิร์น ตาลว่ามันคุ้มค่ะ ตาลชอบและมีความสุขที่อยู่ที่นี่ค่ะ

น้อง เจนนี่ - เจนนิสา ประดิษฐ์ภูษาศิลป์

ก่อนมาเรียนที่ออสเตรเลียเจนนี่ก็มีเรียนภาษาอังกฤษเพิ่มเติมเพื่อปรับพื้นฐานภาษาค่ะ เมื่อได้มาสัมผัสการเรียนการสอนที่ออสเตรเลีย เจนนี่รู้สึกว่าแตกต่างมากค่ะ เพราะที่นี่เราเลือกวิชาที่เราสนใจจะเรียนเองได้ ทำให้เราไม่ต้องไปนั่งกลุ้มใจกับวิชาอื่นที่เราไม่ชอบแล้วทำมันออกมาได้ไม่ดีค่ะ เวลาเลิกเรียนก็ตรงเวลา ในเวลาเรียนเราก็ต้องตั้งใจด้วยตัวของเราเองไม่มีครูมานั่งจ้ำจี้จ้ำไชเหมือนเมืองไทย เจนนี่ว่าเป็นสิ่งที่ดีนะคะ เพราะมันฝึกให้เรามีความรับผิดชอบมากขึ้น ส่วนใหญ่เจนนี่จะทำการบ้านในช่วงพักกลางวันหรือหลังเลิกเรียนค่ะ

ทางโรงเรียนเองมีอุปกรณ์ไว้อำนวยความสะดวกให้นักเรียนหลายอย่าง ทั้งคอมพิวเตอร์ MacBook เครื่องปริ้นท์ ถ่ายเอกสาร แล้วก็มี Application ในมือถือของโรงเรียนเองที่เราสามารถดาวน์โหลดมาใช้งานได้ สิ่งนี้เป็นประโยชน์มาก เพราะถ้ามีการบ้านทางโรงเรียนก็จะมาโพสท์ลง Application นี้ เวลาเรียนเราก็จะใช้ Application นี้ประกอบการเรียนไปด้วย เรายังสามารถเรียนจาก Laptop หรือเทคโนโลยีอื่นๆได้ผ่าน Wi-Fi ของโรงเรียนที่เราสามารถใช้ได้ทุกคน ทางโรงเรียนยังมีการจัดกิจกรรมนันทนาการและกีฬาให้นักเรียนเลือกเข้าร่วมต่างหาก ทำนักเรียนไม่เสียเวลาเรียนเลยค่ะ

บรรยากาศในห้องเรียนอบอุ่นค่ะ เพื่อนๆและคุณครูเป็นกันเอง ยินดีที่จะช่วยเหลือเราตลอด คุณครูที่นี่สนิทกับนักเรียนมาก คอยถามไถ่ เวลานักเรียนมีเรื่องไม่สบายใจก็ปรึกษากับคุณครูได้ตลอดไม่ว่าจะเป็นเรื่องเรียนหรือเรื่องส่วนตัว และสำหรับ International Students ก็จะมีคุณครูพิเศษคอยช่วยเหลือเพิ่มเติมด้วย

มาแรกๆเจนนี่ต้องเปิดใจที่จะรับอะไรใหม่ๆ พยายามเข้าหา พูดคุย และปรับตัวให้เข้ากับทุกคน ไม่นานก็สนิทกับเพื่อนๆแล้วค่ะ เจนนี่เองพักอยู่ Host Family ของคุณ Tracey ค่ะ อยู่มาประมาณ 7 เดือนแล้ว ปกติก็จะเดินจากบ้านไปขึ้นรถโรงเรียนประมาณ 10 นาที และก็นั่งรถของโรงเรียนต่อไปอีก 15 นาทีค่ะ พักอยู่กับคุณ Tracey ก็ต้องปรับตัวหลายๆอย่างเพราะตอนอยู่เมืองไทยไม่ค่อยได้ทำอะไรเอง อยู่นี่ก็ต้องช่วยเหลือตัวเอง บางครั้งถ้าทำอะไรไม่ถูก คุณ Tracey ก็จะมานั่งพูดคุยและให้คำแนะนำ ทำให้มีความเข้าใจกันดีค่ะ เมื่อมีปัญหาอะไรเจนนี่ก็จะบอกคุณ Tracey ค่ะ เพราะว่าเราสนิทกันมาก รู้สึกเหมือนเขาเป็นพ่อแม่ เป็นคนหนึ่งในครอบครัวไปแล้ว ทางคุณ Tracey เองจะคอยเป็นห่วงทั้งเรื่องความปลอดภัยและคอยดูแลเหมือนเจนนี่เป็นลูกของเขาอีกคน ลูกของเขากินอะไรเราก็กินเหมือนกัน คุณ Tracey เป็นคนชอบทำอาหาร เขามักจะทำอาหารหลากหลายประเภทให้ทานค่ะ

การอยู่กับ Host Family เจนนี่ได้รู้อะไรหลายอย่างค่ะ คุณ Tracey เองจะคอยช่วยพัฒนาภาษาอังกฤษของเจนนี่ ตอนมาใหม่ๆเราไม่อยากจะพูดภาษาอังกฤษเพราะเราอายถ้าพูดผิดแล้วโดนหัวเราะ แต่เขาก็พยายามชวนคุยเพื่อให้เราฝึก แล้วพอเราผิดเขาก็จะคอยแก้ให้ บางครั้งก็จะช่วยเรื่องเรียน แล้วก็สอนงานบ้างในสิ่งเราทำไม่เป็น เช่น รีดผ้า ปูที่นอน เวลาว่างเขาก็จะพาเราไปดูหนัง ช้อปปิ้ง หรือว่าว่ายน้ำ

สำหรับเจนนี่แล้ว การอยู่ Homestay มีทั้งข้อดีและเสียค่ะ ข้อดีคือเราจะได้ฝึกภาษาและเรียนรู้วัฒนธรรมของเขา ทั้งยังฝึกให้รู้จักปรับตัว แต่ข้อเสียก็จะมีบ้าง เช่น ต้องทำตามกฎระเบียบของ Host และต้องปรับตัวให้เข้ากับคนในบ้านของเขา ซึ่งต้องใช้เวลาค่อยเป็นค่อยไปค่ะ

อยากแนะนำเพื่อนๆที่อยากมาเรียนต่อที่ประเทศออสเตรเลียนะคะ ว่าถ้ามาแล้วต้องเปิดใจที่จะเจอสิ่งใหม่ๆฝึกพูดคุยกับเพื่อนต่างชาติ และต้องรู้จักปรับตัวเข้าหาคนอื่น ซึ่งการมาเรียนต่อนั้น จะช่วยให้เราได้เรียนรู้การช่วยเหลือตัวเอง ฝึกความมีระเบียบ ความตรงต่อเวลา และยังได้สัมผัสและเรียนรู้ถึงวัฒนธรรมของเพื่อนหลายๆชาติด้วยค่ะ

น้องฟา กานต์พิชชา มโนรถกุล

ก่อนที่ฟาจะเข้าเรียนที่ Caulfield Grammar School ก็ได้เรียนปรับภาษา วิชาหลักและวิชาพื้นฐานต่างๆอยู่ประมาณ 3 เดือน ก่อนเข้าเรียนจริงค่ะ ที่โรงเรียนจะมีกิจกรรมตลอดเวลา เช่น  House Music, House Drama, House Sport และยังมี International  Week ให้คนต่างชาติ มาแบ่งปันวัฒนธรรมของแต่ละชาติ ตอนแรกฟาพักกับ Host Family แต่ไม่ค่อยชอบเลยขอเปลี่ยนมาอยู่ที่หอพักของโรงเรียนแทน ในหอจะมีครูมาช่วยติวหนังสือให้ทุกวัน เราสามารถไปหาครูได้ทุกเมื่อหากมีปัญหาทางด้านการเรียน ถ้าเรามีปัญหาทางด้านอื่นก็สามารถติดต่อคุณครูประจำหอ หรือว่าคุณครูดูแลนักเรียนต่างชาติได้เสมอ เค้ายินดีช่วยตลอดค่ะ โดยระบบการศึกษาที่ออสเตรเลียนักเรียนสามารถแสดงความคิดเห็นได้เต็มที่ มีวิชา Elective (วิชาเลือก) หลากหลาย เช่น ถ่ายรูป การแสดงละคร การออกแบบ ภาษาต่างชาติ เป็นต้น และระบบเหล่านี้ยังช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้ามหาวิทยาลัยในต่างประเทศด้วยค่ะ เพราะนักเรียนจะได้ฝึกเรื่องการฟัง การพูด การเขียนภาษาอังกฤษมากขึ้น เมื่อคุ้นชินกับชีวิตที่นี่ก็จะกล้าพูดกล้าแสดงออกมากขึ้น ทั้งระบบการศึกษาของออสเตรเลียยังเป็นที่ยอมรับจากทั่วโลก เราจึงสามารถนำผลคะแนนไปสมัครที่มหาวิทยาลัยในประเทศต่างๆได้

เรื่องการเตรียมตัวเข้ามหาวิทยาลัย ฟาแนะนำให้ทำข้อสอบเก่าๆ ซ้ำไปซ้ำมา ฝึกเยอะๆค่ะ สำหรับใครที่สนใจศึกษาในคณะ Accounting ต้องเตรียมตัวก่อนสอบมากๆ โดยเฉพาะเลข ทบทวนบทเรียนหลังจากเลิกเรียนอย่างน้อย 3 ชั่วโมงก่อนนอนทุกวัน จัดเวลาให้ดี อาจจะใช้สมุด Planner/Organiser ช่วย

ส่วนการเลือกมหาวิทยาลัย ฟาเลือกจากความน่าเชื่อถือ ผลงานทางวิชาการ หลังจากนั้นจะดูว่ามหาวิทยาลัยนั้นๆเปิดสอนในหลักสูตรที่เราสนใจหรือไม่ ฟาเลือกที่จะเรียนต่อที่ออสเตรเลียเพราะระบบการศึกษาน่าเชื่อถือติดอันดับโลก และฟาก็คุ้นเคยกับชีวิตที่นี่แล้วด้วยค่ะ ฟาได้รับ Offer Letter มา 2 ที่คือ University of Melbourne, Bachelor of Commerce กับ Monash University, Double Degree: Bachelor of Business (Accounting) and Bachelor of Business (Finance) แต่ฟาเลือกที่จะเรียนที่ University of Melbourne เพราะเป็นมหาลัยที่มีชื่อเสียงอันดับหนึ่งของออสเตรเลียและเป็นมหาวิทยาลัยอันดับที่ 26 ของโลกทั้งยังเป็นหลักสูตรที่ฟาสนใจด้วยค่ะ

ตอนนี้ฟาเรียน Foundation (หลักสูตรปรับพื้นฐานสำหรับการเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัย) ที่ Trinity College อยู่ค่ะ ยังไม่ถือว่าเป็นมหาวิทยาลัยแต่ก็คล้ายๆกัน บางวันมีเรียนทั้งวัน บางวันมีแค่ช่วงเช้า ทำให้มีเวลาว่างกว่าตอนเรียนมัธยมมาก การเรียนที่นี่จะมี 2 แบบ คือแบบ Lecture กับ Tutorial การเรียน Lecture จะเรียนในห้องใหญ่ๆ นักเรียนหลายคน ไปจดเนื้อหา นั่งฟังครูพูด จะไม่ค่อยมีโอกาสถามมากนัก ส่วน Tutorial จะเป็นห้องเล็กซึ่งเราต้องมีส่วนร่วมในชั้นเรียนตลอด เช่น ตอบคำถามครู หรือถามคำถาม ประมาณนี้ค่ะ

โดยชีวิตใน Trinity College จะไม่มีใครมาจำจี้จำไช ต้องรู้จักกระตือรือร้นเอง ทำงานให้ทันเวลา แบ่งเวลาเป็น ไม่เหลวไหล ไม่เหมือนช่วงมัธยมที่ครูจะคอยถามว่าเราเข้าใจไหม คอยจ้ำจี้จ้ำไช มีเรียนทุกวันเช้าถึงเย็น และมีกิจกรรมที่ต้องร่วมกับโรงเรียนมากมาย มีระเบียบมากกว่า

ออสเตรเลียเป็นประเทศที่น่าอยู่และปลอดภัย คนออสเตรเลียเป็นคนที่มนุษยสัมพันธ์ดี ใจดี เข้ากับคนง่ายค่ะ แต่มีระเบียบมากเช่นกัน เวลาก็ไม่ต่างกับเมืองไทยมากนัก อากาศก็ไม่หนาวเกินไป ได้ลองมาใช้ชีวิตที่นี่แล้วจะติดใจค่ะ

น้องบูม ชวิศ ชำนาญกิจ

ขณะที่เรียนระดับมัธยม นักเรียนที่ Prince Alfred College เป็นมิตรมากครับ ผมได้พักที่หอพักในโรงเรียนเลยมีเพื่อนร่วมหอพักคอยดูแลตลอด เรียนหนักพอสมควรโดยเฉพาะ Year 11 กับ 12 เวลาเรียนก็ตั้งใจเรียน พอมีเวลาว่างผมก็ไปเข้าร่วมกิจกรรมที่ทางโรงเรียนจัดไว้ให้ครับ ที่ Prince Alfred College จะมี International Student Coordinator ซึ่งมีหน้าที่หลักในการดูแลนักเรียนต่างชาติโดยเฉพาะ ครูคนนี้เข้าใจความเป็นอยู่ของนักเรียนต่างชาติเป็นอย่างดีครับ นอกจากนี้ก็จะมีครูประจำบ้าน ครูประจำหอพัก แล้วก็ Dean of Studies ที่จะดูแลทางด้านการศึกษาเป็นพิเศษ ถือว่าโรงเรียนนี้ดูแลนักเรียนได้ดีมากครับ โรงเรียนที่ผมเรียนเปิดสอนหลักสูตร International Baccalaureate (IB) ซึ่งเป็นหลักสูตรที่ได้รับการยอมรับจากมหาวิทยาลัยชั้นนำทั่วโลก ถ้าตั้งใจเรียนและทำคะแนนได้ดี ก็มีโอกาสสูงที่จะเข้าเรียนต่อในมหาวิทยาลัยต่างประเทศครับ

สำหรับการสมัครเข้ามหาวิทยาลัย ผมใช้คะแนน Final Score ที่ได้รับจากการจบ Year 12 ไปยื่นผ่านระบบ SATAC (South Australian Tertiary Admissions Centre) และ QTAC (Queensland Tertiary Admissions Centre) หลังจากนั้นก็สมัครผ่านเว็บไซต์ของมหาวิทยาลัยที่สนใจ แต่ก่อนสมัครต้องหาข้อมูลว่ามหาวิทยาลัยแต่ละแห่งมีหลักสูตรการเรียนการสอนอะไรบ้างครับ โดยผมได้การตอบรับจากมหาวิทยาลัยหลายแห่ง เช่น University of Melbourne, University of New South Wales, Monash University, Australia’s National University, University of Adelaide, University of South Australia แต่ที่สุดแล้วผมเลือกรับทุนการศึกษาจาก Bond University และเข้าเรียนในหลักสูตร Bachelor of Business/ Bachelor of Information Technology (ปริญญาตรีบริหารธุรกิจ กับ ปริญญาตรีเทคโนโลยีสารสนเทศ) ผมเลือกเรียนคณะนี้เพราะชอบในเนื้อหาของวิชาและคิดว่าจะมีโอกาสหางานดีๆ ได้จากความรู้ที่เรียนมาจากคณะนี้ครับ

การเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัยทำให้ผมเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น เพราะไม่มีพ่อแม่หรือครูที่มาคอยดูแล มาบอกให้เราอ่านหนังสือ ต้องบริหารเวลาให้ดีขึ้นกว่าเดิมเพราะต้องทำทั้งการบ้านและงานบ้านครับ ตอนแรกๆที่มาเรียนระดับมหาวิทยาลัยต้องปรับตัวมาก การแข่งขันในหมู่นักเรียนจะค่อนข้างสูง จากห้องเรียนมัธยมที่มีเด็ก 20 คนเปลี่ยนเป็นคณะในมหาวิทยาลัยที่มีนักเรียนมากกว่า 300 คน แต่ถ้ามุ่งมั่นและตั้งเป้าหมายให้สูงๆจะประสบความสำเร็จในการเรียนอย่างแน่นอนครับ

เคล็ดลับในการเรียนให้ประสบความสำเร็จคือการเรียนให้หนัก เรียนให้ได้ความรู้ รีบปรึกษาอาจารย์เมื่อมีปัญหา มีวินัยในการอ่านหนังสือ ไม่ปล่อยตัวออกนอกลู่นอกทาง เลือกคบแต่เพื่อนที่จะพาเราไปในทางที่ดี แต่ก็ต้องให้เวลากับตัวเองด้วย ต้องพักผ่อนบ้าง เพราะถ้าเรียนหนักอย่างเดียวสมองเราจะยอมแพ้ก่อน อาจจะหากิจกรรมผ่อนคลายอย่างการเล่นกีฬา เล่นดนตรี หรือทำกิจกรรมต่างๆ ทั้งหมดอาจจะฟังดูยากนะครับ แต่ถ้าลองมีความมุ่งมั่นแล้วจะทำได้แน่นอน

สำหรับน้องๆที่กำลังคิดหรือตัดสินใจว่าจะมาเรียนต่อที่ประเทศออสเตรเลีย ผมแนะนำได้เลยว่ามาเรียนที่นี่จะได้โอกาสในการพัฒนาภาษาอังกฤษ อากาศที่นี่ก็ดีมากและด้วยเวลาที่ไม่ต่างจากเมืองไทยมากนักก็ทำให้รู้สึกว่าไม่ได้อยู่ไกลจากบ้านมากครับ ถ้าคิดว่าตัวเองพร้อมให้มาเลย เพราะถ้ารอนานแล้วจะผิดหวัง โดยภาษาเป็นเรื่องสำคัญครับ แนะนำว่าถ้าเป็นไปได้ก็ให้เตรียมและฝึกภาษาอังกฤษให้พร้อมที่สุดเท่าที่จะพร้อมได้ แต่ในที่สุดแล้ว การมาเรียนต่อที่ออสเตรเลียต้องอดทนและเรียนรู้ ที่จะปรับตัวด้วยครับ ต้องขอบอกว่า Your Attitude, Not Your Aptitude, Determines Your Altitude (ทัศนคติจะเป็นตัวกำหนดความสำเร็จของเรา ไม่ใช่แค่พรสวรรค์อย่างเดียว)

น้องแบมแบม สุภิตา สมานบุตร - เรียนที่ Methodist Ladies’ College (MLC)

แบมย้ายมาเรียนที่ Melbourne ได้ 8 เดือนแล้วค่ะ โรงเรียนบรรยากาศดี น่าอยู่มากค่ะ เหตุผลที่แบมเลือกเรียนที่นี่เพราะคุณแม่ได้รับคำแนะนำจาก Guardian ว่าเป็นโรงเรียนที่มีการเรียนการสอนดีค่ะ ตั้งแต่มาเรียนก็ยังไม่มีอาการ Homesick เลยค่ะเพราะว่าเพื่อนๆชาวออสเตรเลียทุกคนดูแลดีมาก ตอนแรกก็มีปัญหาด้านภาษา เพราะว่ายังปรับการฟังภาษาอังกฤษเร็วๆไม่ทัน แล้วก็สังคมของเพื่อนกับของหนูนั้นต่างกัน จึงไม่ค่อยรู้เรื่องในกลุ่มของเค้า แต่ว่าหลังจากกลับจากโปรแกรม Marshmead ที่ทางโรงเรียนจัดให้ก็สนิทกับเพื่อนมากขึ้นและไม่มีปัญหาแล้วค่ะ คุณครูที่โรงเรียนมีการดูแลเอาใจใส่ดีมาก เพราะเค้าเห็นว่าเราเป็นเด็กต่างชาติ โดยเฉพาะ Home Group Teacher จะดูแลดีมาก และให้คำปรึกษาอยู่เรื่อยๆ ค่ะ ที่โรงเรียนก็มีอุปกรณ์ประกอบการเรียนการสอนแต่ละวิชา มีคอมพิวเตอร์พกพาส่วนตัวให้ใช้ในการเรียน

มี Wi-Fi สำหรับคอมพิวเตอร์ แล้วก็ Mobile Internet  และยังมีพัดลมกับเครื่องทำความร้อนด้วยค่ะ ส่วนใหญ่หนูจะทำการบ้านเวลา 2 ทุ่ม และถ้าต้องทบทวนวิชาเรียนก็จะทบทวนก่อนนอนค่ะ ด้านกิจกรรมโรงเรียนก็มีให้ทำหลากหลายค่ะ เมื่อเทอม 3 หนูได้เข้าทีม Soccer หญิงของโรงเรียนเพื่อเข้าแข่งขันในระดับรัฐด้วยค่ะ

แบมคิดว่า Guardian มีบทบาทที่สำคัญมากเพราะเขาจะเป็นที่ปรึกษาและสามารถช่วยเหลือเราได้ตลอดค่ะ เป็นเหมือนผู้ปกครองอีกคนขณะที่เราอยู่ต่างประเทศค่ะ Guardian ของหนูก็ช่วยเหลือทุกอย่าง เราติดต่อกันสม่ำเสมอ พี่เขาจะโทรมาถามว่าเรามีอะไรให้เขาช่วยไหม แล้วก็ถามถึงสภาพความเป็นอยู่ของเราค่ะ หนูประทับใจตรงที่ Guardian ของหนูดูแลเอาใจใส่ดีมากค่ะ

คุณณฤดี พงษ์อดุลยสุข
ผู้ปกครองของน้องญดา พงษ์อดุลยสุข (เมเม่)

คุณณฤดี พงษ์อดุลยสุข

แบมย้ายมาเรียนที่ Melbourne ได้ 8 เดือนแล้วค่ะ โรงเรียนบรรยากาศดี น่าอยู่มากค่ะ เหตุผลที่แบมเลือกเรียนที่นี่เพราะคุณแม่ได้รับคำแนะนำจาก Guardian ว่าเป็นโรงเรียนที่มีการเรียนการสอนดีค่ะ ตั้งแต่มาเรียนก็ยังไม่มีอาการ Homesick เลยค่ะเพราะว่าเพื่อนๆชาวออสเตรเลียทุกคนดูแลดีมาก ตอนแรกก็มีปัญหาด้านภาษา เพราะว่ายังปรับการฟังภาษาอังกฤษเร็วๆไม่ทัน แล้วก็สังคมของเพื่อนกับของหนูนั้นต่างกัน จึงไม่ค่อยรู้เรื่องในกลุ่มของเค้า แต่ว่าหลังจากกลับจากโปรแกรม Marshmead ที่ทางโรงเรียนจัดให้ก็สนิทกับเพื่อนมากขึ้นและไม่มีปัญหาแล้วค่ะ คุณครูที่โรงเรียนมีการดูแลเอาใจใส่ดีมาก เพราะเค้าเห็นว่าเราเป็นเด็กต่างชาติ โดยเฉพาะ Home Group Teacher จะดูแลดีมาก และให้คำปรึกษาอยู่เรื่อยๆ ค่ะ ที่โรงเรียนก็มีอุปกรณ์ประกอบการเรียนการสอนแต่ละวิชา มีคอมพิวเตอร์พกพาส่วนตัวให้ใช้ในการเรียน

มี Wi-Fi สำหรับคอมพิวเตอร์ แล้วก็ Mobile Internet  และยังมีพัดลมกับเครื่องทำความร้อนด้วยค่ะ ส่วนใหญ่หนูจะทำการบ้านเวลา 2 ทุ่ม และถ้าต้องทบทวนวิชาเรียนก็จะทบทวนก่อนนอนค่ะ ด้านกิจกรรมโรงเรียนก็มีให้ทำหลากหลายค่ะ เมื่อเทอม 3 หนูได้เข้าทีม Soccer หญิงของโรงเรียนเพื่อเข้าแข่งขันในระดับรัฐด้วยค่ะ

แบมคิดว่า Guardian มีบทบาทที่สำคัญมากเพราะเขาจะเป็นที่ปรึกษาและสามารถช่วยเหลือเราได้ตลอดค่ะ เป็นเหมือนผู้ปกครองอีกคนขณะที่เราอยู่ต่างประเทศค่ะ Guardian ของหนูก็ช่วยเหลือทุกอย่าง เราติดต่อกันสม่ำเสมอ พี่เขาจะโทรมาถามว่าเรามีอะไรให้เขาช่วยไหม แล้วก็ถามถึงสภาพความเป็นอยู่ของเราค่ะ หนูประทับใจตรงที่ Guardian ของหนูดูแลเอาใจใส่ดีมากค่ะ

คุณเมษยา วทานิยปราโมทย์
ผู้ปกครองของน้องซัน - กฤษฎิ์ วทานิยปราโมทย์

คุณเมษยา วทานิยปราโมทย์

แบมย้ายมาเรียนที่ Melbourne ได้ 8 เดือนแล้วค่ะ โรงเรียนบรรยากาศดี น่าอยู่มากค่ะ เหตุผลที่แบมเลือกเรียนที่นี่เพราะคุณแม่ได้รับคำแนะนำจาก Guardian ว่าเป็นโรงเรียนที่มีการเรียนการสอนดีค่ะ ตั้งแต่มาเรียนก็ยังไม่มีอาการ Homesick เลยค่ะเพราะว่าเพื่อนๆชาวออสเตรเลียทุกคนดูแลดีมาก ตอนแรกก็มีปัญหาด้านภาษา เพราะว่ายังปรับการฟังภาษาอังกฤษเร็วๆไม่ทัน แล้วก็สังคมของเพื่อนกับของหนูนั้นต่างกัน จึงไม่ค่อยรู้เรื่องในกลุ่มของเค้า แต่ว่าหลังจากกลับจากโปรแกรม Marshmead ที่ทางโรงเรียนจัดให้ก็สนิทกับเพื่อนมากขึ้นและไม่มีปัญหาแล้วค่ะ คุณครูที่โรงเรียนมีการดูแลเอาใจใส่ดีมาก เพราะเค้าเห็นว่าเราเป็นเด็กต่างชาติ โดยเฉพาะ Home Group Teacher จะดูแลดีมาก และให้คำปรึกษาอยู่เรื่อยๆ ค่ะ ที่โรงเรียนก็มีอุปกรณ์ประกอบการเรียนการสอนแต่ละวิชา มีคอมพิวเตอร์พกพาส่วนตัวให้ใช้ในการเรียน

มี Wi-Fi สำหรับคอมพิวเตอร์ แล้วก็ Mobile Internet  และยังมีพัดลมกับเครื่องทำความร้อนด้วยค่ะ ส่วนใหญ่หนูจะทำการบ้านเวลา 2 ทุ่ม และถ้าต้องทบทวนวิชาเรียนก็จะทบทวนก่อนนอนค่ะ ด้านกิจกรรมโรงเรียนก็มีให้ทำหลากหลายค่ะ เมื่อเทอม 3 หนูได้เข้าทีม Soccer หญิงของโรงเรียนเพื่อเข้าแข่งขันในระดับรัฐด้วยค่ะ

แบมคิดว่า Guardian มีบทบาทที่สำคัญมากเพราะเขาจะเป็นที่ปรึกษาและสามารถช่วยเหลือเราได้ตลอดค่ะ เป็นเหมือนผู้ปกครองอีกคนขณะที่เราอยู่ต่างประเทศค่ะ Guardian ของหนูก็ช่วยเหลือทุกอย่าง เราติดต่อกันสม่ำเสมอ พี่เขาจะโทรมาถามว่าเรามีอะไรให้เขาช่วยไหม แล้วก็ถามถึงสภาพความเป็นอยู่ของเราค่ะ หนูประทับใจตรงที่ Guardian ของหนูดูแลเอาใจใส่ดีมากค่ะ

คุณยุวภา แจ้งประสิทธ์
ผู้ปกครองของน้องมาร์ค ภาสวุฒิ แจ้งประสิทธิ์
เรียนที่ The Geelong College

คุณยุวภา แจ้งประสิทธ์

แบมย้ายมาเรียนที่ Melbourne ได้ 8 เดือนแล้วค่ะ โรงเรียนบรรยากาศดี น่าอยู่มากค่ะ เหตุผลที่แบมเลือกเรียนที่นี่เพราะคุณแม่ได้รับคำแนะนำจาก Guardian ว่าเป็นโรงเรียนที่มีการเรียนการสอนดีค่ะ ตั้งแต่มาเรียนก็ยังไม่มีอาการ Homesick เลยค่ะเพราะว่าเพื่อนๆชาวออสเตรเลียทุกคนดูแลดีมาก ตอนแรกก็มีปัญหาด้านภาษา เพราะว่ายังปรับการฟังภาษาอังกฤษเร็วๆไม่ทัน แล้วก็สังคมของเพื่อนกับของหนูนั้นต่างกัน จึงไม่ค่อยรู้เรื่องในกลุ่มของเค้า แต่ว่าหลังจากกลับจากโปรแกรม Marshmead ที่ทางโรงเรียนจัดให้ก็สนิทกับเพื่อนมากขึ้นและไม่มีปัญหาแล้วค่ะ คุณครูที่โรงเรียนมีการดูแลเอาใจใส่ดีมาก เพราะเค้าเห็นว่าเราเป็นเด็กต่างชาติ โดยเฉพาะ Home Group Teacher จะดูแลดีมาก และให้คำปรึกษาอยู่เรื่อยๆ ค่ะ ที่โรงเรียนก็มีอุปกรณ์ประกอบการเรียนการสอนแต่ละวิชา มีคอมพิวเตอร์พกพาส่วนตัวให้ใช้ในการเรียน

มี Wi-Fi สำหรับคอมพิวเตอร์ แล้วก็ Mobile Internet  และยังมีพัดลมกับเครื่องทำความร้อนด้วยค่ะ ส่วนใหญ่หนูจะทำการบ้านเวลา 2 ทุ่ม และถ้าต้องทบทวนวิชาเรียนก็จะทบทวนก่อนนอนค่ะ ด้านกิจกรรมโรงเรียนก็มีให้ทำหลากหลายค่ะ เมื่อเทอม 3 หนูได้เข้าทีม Soccer หญิงของโรงเรียนเพื่อเข้าแข่งขันในระดับรัฐด้วยค่ะ

แบมคิดว่า Guardian มีบทบาทที่สำคัญมากเพราะเขาจะเป็นที่ปรึกษาและสามารถช่วยเหลือเราได้ตลอดค่ะ เป็นเหมือนผู้ปกครองอีกคนขณะที่เราอยู่ต่างประเทศค่ะ Guardian ของหนูก็ช่วยเหลือทุกอย่าง เราติดต่อกันสม่ำเสมอ พี่เขาจะโทรมาถามว่าเรามีอะไรให้เขาช่วยไหม แล้วก็ถามถึงสภาพความเป็นอยู่ของเราค่ะ หนูประทับใจตรงที่ Guardian ของหนูดูแลเอาใจใส่ดีมากค่ะ

คุณณัฐวุฒิ - คุณธีรยา ธรรมจารี
ผู้ปกครองของน้องลูกตาล ธนัชญา ธรรมจารี
จบการศึกษาจาก The University of Melbourne

คุณณัฐวุฒิ - คุณธีรยา ธรรมจารี

แบมย้ายมาเรียนที่ Melbourne ได้ 8 เดือนแล้วค่ะ โรงเรียนบรรยากาศดี น่าอยู่มากค่ะ เหตุผลที่แบมเลือกเรียนที่นี่เพราะคุณแม่ได้รับคำแนะนำจาก Guardian ว่าเป็นโรงเรียนที่มีการเรียนการสอนดีค่ะ ตั้งแต่มาเรียนก็ยังไม่มีอาการ Homesick เลยค่ะเพราะว่าเพื่อนๆชาวออสเตรเลียทุกคนดูแลดีมาก ตอนแรกก็มีปัญหาด้านภาษา เพราะว่ายังปรับการฟังภาษาอังกฤษเร็วๆไม่ทัน แล้วก็สังคมของเพื่อนกับของหนูนั้นต่างกัน จึงไม่ค่อยรู้เรื่องในกลุ่มของเค้า แต่ว่าหลังจากกลับจากโปรแกรม Marshmead ที่ทางโรงเรียนจัดให้ก็สนิทกับเพื่อนมากขึ้นและไม่มีปัญหาแล้วค่ะ คุณครูที่โรงเรียนมีการดูแลเอาใจใส่ดีมาก เพราะเค้าเห็นว่าเราเป็นเด็กต่างชาติ โดยเฉพาะ Home Group Teacher จะดูแลดีมาก และให้คำปรึกษาอยู่เรื่อยๆ ค่ะ ที่โรงเรียนก็มีอุปกรณ์ประกอบการเรียนการสอนแต่ละวิชา มีคอมพิวเตอร์พกพาส่วนตัวให้ใช้ในการเรียน

มี Wi-Fi สำหรับคอมพิวเตอร์ แล้วก็ Mobile Internet  และยังมีพัดลมกับเครื่องทำความร้อนด้วยค่ะ ส่วนใหญ่หนูจะทำการบ้านเวลา 2 ทุ่ม และถ้าต้องทบทวนวิชาเรียนก็จะทบทวนก่อนนอนค่ะ ด้านกิจกรรมโรงเรียนก็มีให้ทำหลากหลายค่ะ เมื่อเทอม 3 หนูได้เข้าทีม Soccer หญิงของโรงเรียนเพื่อเข้าแข่งขันในระดับรัฐด้วยค่ะ

แบมคิดว่า Guardian มีบทบาทที่สำคัญมากเพราะเขาจะเป็นที่ปรึกษาและสามารถช่วยเหลือเราได้ตลอดค่ะ เป็นเหมือนผู้ปกครองอีกคนขณะที่เราอยู่ต่างประเทศค่ะ Guardian ของหนูก็ช่วยเหลือทุกอย่าง เราติดต่อกันสม่ำเสมอ พี่เขาจะโทรมาถามว่าเรามีอะไรให้เขาช่วยไหม แล้วก็ถามถึงสภาพความเป็นอยู่ของเราค่ะ หนูประทับใจตรงที่ Guardian ของหนูดูแลเอาใจใส่ดีมากค่ะ

คุณอนันต์ - คุณอิงอร ดวงใหญ่
ผู้ปกครองของน้องสหรัฐ และ น้องพงศ์ภัค ดวงใหญ่
เรียนที่ Killmore International School

คุณอนันต์ - คุณอิงอร ดวงใหญ่

แบมย้ายมาเรียนที่ Melbourne ได้ 8 เดือนแล้วค่ะ โรงเรียนบรรยากาศดี น่าอยู่มากค่ะ เหตุผลที่แบมเลือกเรียนที่นี่เพราะคุณแม่ได้รับคำแนะนำจาก Guardian ว่าเป็นโรงเรียนที่มีการเรียนการสอนดีค่ะ ตั้งแต่มาเรียนก็ยังไม่มีอาการ Homesick เลยค่ะเพราะว่าเพื่อนๆชาวออสเตรเลียทุกคนดูแลดีมาก ตอนแรกก็มีปัญหาด้านภาษา เพราะว่ายังปรับการฟังภาษาอังกฤษเร็วๆไม่ทัน แล้วก็สังคมของเพื่อนกับของหนูนั้นต่างกัน จึงไม่ค่อยรู้เรื่องในกลุ่มของเค้า แต่ว่าหลังจากกลับจากโปรแกรม Marshmead ที่ทางโรงเรียนจัดให้ก็สนิทกับเพื่อนมากขึ้นและไม่มีปัญหาแล้วค่ะ คุณครูที่โรงเรียนมีการดูแลเอาใจใส่ดีมาก เพราะเค้าเห็นว่าเราเป็นเด็กต่างชาติ โดยเฉพาะ Home Group Teacher จะดูแลดีมาก และให้คำปรึกษาอยู่เรื่อยๆ ค่ะ ที่โรงเรียนก็มีอุปกรณ์ประกอบการเรียนการสอนแต่ละวิชา มีคอมพิวเตอร์พกพาส่วนตัวให้ใช้ในการเรียน

มี Wi-Fi สำหรับคอมพิวเตอร์ แล้วก็ Mobile Internet  และยังมีพัดลมกับเครื่องทำความร้อนด้วยค่ะ ส่วนใหญ่หนูจะทำการบ้านเวลา 2 ทุ่ม และถ้าต้องทบทวนวิชาเรียนก็จะทบทวนก่อนนอนค่ะ ด้านกิจกรรมโรงเรียนก็มีให้ทำหลากหลายค่ะ เมื่อเทอม 3 หนูได้เข้าทีม Soccer หญิงของโรงเรียนเพื่อเข้าแข่งขันในระดับรัฐด้วยค่ะ

แบมคิดว่า Guardian มีบทบาทที่สำคัญมากเพราะเขาจะเป็นที่ปรึกษาและสามารถช่วยเหลือเราได้ตลอดค่ะ เป็นเหมือนผู้ปกครองอีกคนขณะที่เราอยู่ต่างประเทศค่ะ Guardian ของหนูก็ช่วยเหลือทุกอย่าง เราติดต่อกันสม่ำเสมอ พี่เขาจะโทรมาถามว่าเรามีอะไรให้เขาช่วยไหม แล้วก็ถามถึงสภาพความเป็นอยู่ของเราค่ะ หนูประทับใจตรงที่ Guardian ของหนูดูแลเอาใจใส่ดีมากค่ะ

คุณสาธิต มโนรถกุล
ผู้ปกครองของน้องน้องซอล / น้องฟา

คุณสาธิต มโนรถกุล

แบมย้ายมาเรียนที่ Melbourne ได้ 8 เดือนแล้วค่ะ โรงเรียนบรรยากาศดี น่าอยู่มากค่ะ เหตุผลที่แบมเลือกเรียนที่นี่เพราะคุณแม่ได้รับคำแนะนำจาก Guardian ว่าเป็นโรงเรียนที่มีการเรียนการสอนดีค่ะ ตั้งแต่มาเรียนก็ยังไม่มีอาการ Homesick เลยค่ะเพราะว่าเพื่อนๆชาวออสเตรเลียทุกคนดูแลดีมาก ตอนแรกก็มีปัญหาด้านภาษา เพราะว่ายังปรับการฟังภาษาอังกฤษเร็วๆไม่ทัน แล้วก็สังคมของเพื่อนกับของหนูนั้นต่างกัน จึงไม่ค่อยรู้เรื่องในกลุ่มของเค้า แต่ว่าหลังจากกลับจากโปรแกรม Marshmead ที่ทางโรงเรียนจัดให้ก็สนิทกับเพื่อนมากขึ้นและไม่มีปัญหาแล้วค่ะ คุณครูที่โรงเรียนมีการดูแลเอาใจใส่ดีมาก เพราะเค้าเห็นว่าเราเป็นเด็กต่างชาติ โดยเฉพาะ Home Group Teacher จะดูแลดีมาก และให้คำปรึกษาอยู่เรื่อยๆ ค่ะ ที่โรงเรียนก็มีอุปกรณ์ประกอบการเรียนการสอนแต่ละวิชา มีคอมพิวเตอร์พกพาส่วนตัวให้ใช้ในการเรียน

มี Wi-Fi สำหรับคอมพิวเตอร์ แล้วก็ Mobile Internet  และยังมีพัดลมกับเครื่องทำความร้อนด้วยค่ะ ส่วนใหญ่หนูจะทำการบ้านเวลา 2 ทุ่ม และถ้าต้องทบทวนวิชาเรียนก็จะทบทวนก่อนนอนค่ะ ด้านกิจกรรมโรงเรียนก็มีให้ทำหลากหลายค่ะ เมื่อเทอม 3 หนูได้เข้าทีม Soccer หญิงของโรงเรียนเพื่อเข้าแข่งขันในระดับรัฐด้วยค่ะ

แบมคิดว่า Guardian มีบทบาทที่สำคัญมากเพราะเขาจะเป็นที่ปรึกษาและสามารถช่วยเหลือเราได้ตลอดค่ะ เป็นเหมือนผู้ปกครองอีกคนขณะที่เราอยู่ต่างประเทศค่ะ Guardian ของหนูก็ช่วยเหลือทุกอย่าง เราติดต่อกันสม่ำเสมอ พี่เขาจะโทรมาถามว่าเรามีอะไรให้เขาช่วยไหม แล้วก็ถามถึงสภาพความเป็นอยู่ของเราค่ะ หนูประทับใจตรงที่ Guardian ของหนูดูแลเอาใจใส่ดีมากค่ะ

คุณคูณ-คุณบุศดี คณะโจทย์
ผู้ปกครองของน้องบีม บุษยมาส คณะโจทย์
เรียนที่ Methodist Ladies’ College (MLC)

คุณคูณ-คุณบุศดี คณะโจทย์

แบมย้ายมาเรียนที่ Melbourne ได้ 8 เดือนแล้วค่ะ โรงเรียนบรรยากาศดี น่าอยู่มากค่ะ เหตุผลที่แบมเลือกเรียนที่นี่เพราะคุณแม่ได้รับคำแนะนำจาก Guardian ว่าเป็นโรงเรียนที่มีการเรียนการสอนดีค่ะ ตั้งแต่มาเรียนก็ยังไม่มีอาการ Homesick เลยค่ะเพราะว่าเพื่อนๆชาวออสเตรเลียทุกคนดูแลดีมาก ตอนแรกก็มีปัญหาด้านภาษา เพราะว่ายังปรับการฟังภาษาอังกฤษเร็วๆไม่ทัน แล้วก็สังคมของเพื่อนกับของหนูนั้นต่างกัน จึงไม่ค่อยรู้เรื่องในกลุ่มของเค้า แต่ว่าหลังจากกลับจากโปรแกรม Marshmead ที่ทางโรงเรียนจัดให้ก็สนิทกับเพื่อนมากขึ้นและไม่มีปัญหาแล้วค่ะ คุณครูที่โรงเรียนมีการดูแลเอาใจใส่ดีมาก เพราะเค้าเห็นว่าเราเป็นเด็กต่างชาติ โดยเฉพาะ Home Group Teacher จะดูแลดีมาก และให้คำปรึกษาอยู่เรื่อยๆ ค่ะ ที่โรงเรียนก็มีอุปกรณ์ประกอบการเรียนการสอนแต่ละวิชา มีคอมพิวเตอร์พกพาส่วนตัวให้ใช้ในการเรียน

มี Wi-Fi สำหรับคอมพิวเตอร์ แล้วก็ Mobile Internet  และยังมีพัดลมกับเครื่องทำความร้อนด้วยค่ะ ส่วนใหญ่หนูจะทำการบ้านเวลา 2 ทุ่ม และถ้าต้องทบทวนวิชาเรียนก็จะทบทวนก่อนนอนค่ะ ด้านกิจกรรมโรงเรียนก็มีให้ทำหลากหลายค่ะ เมื่อเทอม 3 หนูได้เข้าทีม Soccer หญิงของโรงเรียนเพื่อเข้าแข่งขันในระดับรัฐด้วยค่ะ

แบมคิดว่า Guardian มีบทบาทที่สำคัญมากเพราะเขาจะเป็นที่ปรึกษาและสามารถช่วยเหลือเราได้ตลอดค่ะ เป็นเหมือนผู้ปกครองอีกคนขณะที่เราอยู่ต่างประเทศค่ะ Guardian ของหนูก็ช่วยเหลือทุกอย่าง เราติดต่อกันสม่ำเสมอ พี่เขาจะโทรมาถามว่าเรามีอะไรให้เขาช่วยไหม แล้วก็ถามถึงสภาพความเป็นอยู่ของเราค่ะ หนูประทับใจตรงที่ Guardian ของหนูดูแลเอาใจใส่ดีมากค่ะ

น้องโฟร์ - วีรวิทย์ พิทักษ์สิทธิ์
กำลังศึกษาอยู่ที่ All Saints Anglican School ชั้น Year 10

น้องโฟร์ - วีรวิทย์ พิทักษ์สิทธิ์

กำลังศึกษาอยู่ที่ All Saints Anglican School ชั้น Year 10

ก่อนหน้านี้ ผมเรียนอยู่โรงเรียนไทย แล้วก็ย้ายไปเรียนเป็นระบบ English Program หลังจากนั้นก็ย้ายไปเรียนที่สิงคโปร์ ก่อนที่จะตัดสินใจย้ายไปเรียนที่ออสเตรเลียครับ สาเหตุที่ตัดสินใจเปลี่ยนประเทศเพราะผมรู้สึกว่าอยากเรียนในประเทศที่พูดภาษาอังกฤษเป็นภาษาแม่มากกว่า ตอนแรกตัดสินใจเลือกระหว่างนิวซีแลนด์กับออสเตรเลีย แต่ชอบออสเตรเลียมากกว่าครับ

ผมกับคุณพ่อคุณแม่มาติดต่อกับ CETA 2 เดือนก่อนโรงเรียนเปิดเองครับ ตอนนั้นไม่ได้เตรียมตัวอะไรมามากครับ แค่หาข้อมูลโรงเรียนมาคร่าวๆ พอมาถึง พี่ๆ CETA ก็แนะนำโรงเรียนให้ 2 ที่ คือ Prince Alfred College ที่ Adelaide และ All Saints Anglican School ที่ Brisbane ครับ หลังจากนั้นก็ไปเยี่ยมชมโรงเรียนทั้งหมด และเลือกสมัครที่ All Saints Anglican School สาเหตุที่ผมเลือก All Saints Anglican School เพราะว่าเป็นสหศึกษาครับ อีกอย่างคือ หลังจากได้เยี่ยมชมโรงเรียนแล้ว รู้สึกชอบบรรยากาศที่นี่มากกว่า อีกอย่าง วัฒนธรรมและชีวิตความเป็นอยู่ของคนที่นู่นแตกต่างจากสิงคโปร์มากครับ คนที่ออสเตรเลียเฟรนลี่กว่าเยอะ ทำให้มีเพื่อนง่าย ปรับตัวง่าย ผมใช้เวลาประมาณ 1 สัปดาห์ครับ ที่โรงเรียนบรรยากาศร่มรื่นดีครับ ต้นไม้เยอะ แต่สิ่งที่ชอบมากที่สุดในโรงเรียนก็คือเพื่อนนี่แหละครับ เพื่อนๆ ที่นี่ดีมากครับ

การเรียนของที่นี่ ตอนแรกๆ ที่เพิ่งไปก็ยากอยู่เหมือนกันครับ ต้องปรับตัวอยู่บ้างในเรื่องของภาษา ระบบการเรียนการสอนต่างกันเยอะครับ เปรียบเทียบของ 3 ที่ ทั้งไทย สิงคโปร์ และออสเตรเลีย ผมชอบระบบการเรียนที่ออสเตรเลียมากที่สุด เพราะมันไม่ได้เน้นแต่เรียนตามตำราอย่างเดียว มันมีกิจกรรมให้ทำค่อนข้างเยอะด้วย ส่วนที่สิงคโปร์นี่ก็เหมือนที่ไทยเลยครับ เน้นเรียน แต่เรียนยากกว่า หนักกว่า ครูที่โรงเรียนดีมากเลยครับ ต่างกันกับที่สิงคโปร์เลย คุณครูไม่ได้แค่สอน แต่เขาจะใส่ใจนักเรียนมากกว่า ถ้ามีคำถามอะไร หรือต้องการความช่วยเหลืออะไร คุณครูก็จะเต็มใจช่วยครับ ผมเข้าร่วมกิจกรรมที่โรงเรียนเยอะพอสมควรเลยครับ ในส่วนของกิจกรรมภาคบังคับ โฟร์จะลงเป็นพวก แข่งวิ่ง แข่งว่ายน้ำ หรือพวกกรีฑาอะไรแบบนี้ครับ หอพักที่นี่สะอาดกว่าที่สิงค์โปร์เยอะเลยครับ บรรยากาศค่อนข้างอบอุ่นครับ อยู่กันห้องละ 2 คน ผมอยู่ห้องเดียวกับเด็กฮ่องกงครับ นิสัยดีเลย หอพักที่โรงเรียนผมจะเป็นแบบตึกเดียว หอหญิงอยู่ชั้นบน หอชายอยู่ชั้นล่าง ที่หอพักจะมีคนดูแลทั้งหมด 4 คนครับ เป็นครู 1 คน แล้วก็เป็นพวกรุ่นพี่ที่เว้น Gap Year ก่อนเรียนมหาวิทยาลัยอีก 3 คน ผมรู้สึกว่าการใช้ชีวิตที่นี่แตกต่างจากอยู่ที่บ้าน ตอนอยู่ที่บ้านไม่ค่อยต้องทำอะไรเองครับ แต่ไปใช้ชีวิตอยู่ที่โรงเรียน ที่หอพักต้องดูแลตัวเอง ได้ฝึกทำอะไรเอง รู้สึกว่าตัวเองโตขึ้น มั่นใจมากขึ้น อยากฝากถึงเพื่อนๆ น้องๆ ที่สนใจมาเรียนต่อต่างประเทศว่ามาเถอะครับ ที่นี่ดี ปรับตัวง่าย ระบบการเรียนดี เพื่อนๆ ก็ดีครับ

น้องภีม
เรียนที่ Macarthur Anglican School
ออสเตรเลีย

น้องภีม

Perfect Leaders at Macarthur

ในแต่ละปี ทางโรงเรียน Macarthur ได้มีการแต่งตั้งนักเรียน Year 12 ให้เป็นประธานนักเรียน และในปีนี้ 2015/2016 น้องภีม ภัทรชนน ตั้งเกียรติศิลป์ ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นประธานนักเรียน โดยเป็นนักเรียนชาวต่างชาติคนที่ 2 ที่ได้รับการคัดเลือกจากทางโรงเรียน ถือได้ว่าเป็นความภาคภูมิใจของน้อง ที่มีความสามารถที่โดดเด่นจนได้รับการแต่งตั้งให้เป็นประธานนักเรียน และนี่คือภาพถ่ายที่น้องถ่ายกับครอบครัว Homestay หลังจากที่ได้รับการแต่งตั้ง

homepage-science-duo_jpg

ต้อนรับนักเรียนที่จะขึ้น Year 12

ภาพบรรยากาศของงานเฉลิมฉลอง ต้อนรับนักเรียนที่จะขึ้น Year 12 ที่ โรงเรียน Macarthur ในวันศุกร์ที่ 23 ตุลาคม 2015 น้องภีม ภัทรชนน ได้ถ่ายรูปคู่กับ Mrs Cartwright, (International Registrar) และ Mr Oliver (Director of International Programmes) ในงานนี้ถือได้ว่าเป็นคืนพิเศษที่จะเฉลิมฉลองและเป็นเกียรติแก่นักเรียนที่กำลังก้าวเข้าสู่ Year 12 ทางโรงเรียน Macarthur หวังเป็นอย่างยิ่งว่าในปีหน้าจะได้มีโอกาสร่วมเฉลิมฉลองให้กับนักเรียนชาวต่างชาติอีกครั้งหนึ่ง

homepage-science-duo_jpg

น้องติ๊ต่าง ณัชชา ลิมปิอนันต์ชัย
ปัจจุบันศึกษาที่ University of Melbourne, Bachelor of Arts

น้องติ๊ต่าง - เรียนที่ University of Melbourne, Bachelor of Arts

น้องติ๊ต่าง ณัชชา ลิมปิอนันต์ชัย

ช่วงมัธยมติ๊ต่างเรียนที่ Firbank Girls’ Grammar School ค่ะ เจ้าหน้าที่หอดูแลดีมากค่ะ ไม่ใช่แค่ดูแลว่ากินอิ่มนอนหลับอย่างเดียว แต่ถ้าเราดูเครียดๆ ก็มีมาถามไถ่บ้าง ประทับใจครูที่นั่นมากๆด้วยค่ะ โดยเฉพาะครูดนตรีที่มีความกระตือรือร้นในการถ่ายทอดความรู้มาก ติ๊ต่างพักที่หอพักเลยได้ฝึกการอยู่ร่วมกับผู้อื่น ติ๊ต่างร่วมกิจกรรมด้านดนตรีเป็นส่วนใหญ่ค่ะ เช่น เล่นเปียโนให้ละครเวทีโรงเรียน หรือร้องเพลงให้โบสถ์ของโรงเรียน

ข้อดีของการเรียนที่ออสเตรเลียคือมีวิชาให้เลือกเยอะมากค่ะ นักเรียนสามารถเลือกวิชาที่ตัวเองสนใจได้อย่างแท้จริง อย่างเพื่อนติ๊ต่างคนหนึ่งที่ชอบขี่ม้ามากๆ ก็เลือกวิชา Equestrian Studies เพื่อนำความรู้มาเสริมให้กับความสนใจของตัวเอง และถ้าเรียนมัธยมที่ออสเตรเลีย จะมีโอกาสมากกว่าในการเข้ามหาวิทยาลัยในประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษ เพราะเขาจะมั่นใจว่าภาษาเราใช้ได้ บางคนอาจเข้าเรียนได้โดยไม่ต้องปรับพื้นฐาน ที่ติ๊ต่างเลือกเรียนมหาวิทยาลัยที่ออสเตรเลียเพราะคุ้นเคยกับออสเตรเลียและไม่ไกลจากเมืองไทยนัก บวกกับที่เมลเบิร์นได้รับการจัดอันดับเป็นเมืองที่น่าอยู่ที่สุดในโลก ทำให้อยากกลับไปอีกค่ะ

ติ๊ต่างได้รับ Offer Letter จาก The University of Melbourne คณะ Arts ที่มีความยืดหยุ่นสูง สามารถปรับให้ตรงกับความสนใจเราได้ ถ้าพูดถึง Arts บางคนจะนึกว่าเรียนภาษาอย่างเดียว แต่จริงๆมันคือศาสตร์ที่กว้างมากๆ แต่สิ่งที่คล้ายกันของแต่ละสาขาคือ ภาษาต้องแน่น ไม่ใช่แค่สะกดถูกไวยาการณ์ แต่ต้องตีความได้เร็ว เขียนให้สละสลวย อ่านความหมายที่ซ่อนอยู่ได้ เพราะฉะนั้นต้องตั้งใจเรียน อ่านหนังสือเยอะๆ จะได้ชินกับการใช้ภาษาในรูปแบบต่างๆค่ะ ในเรื่องของการเรียน ติ๊ต่างจะทบทวนบทเรียนเสมอ ฝึกทีละน้อยดีกว่าไปทำทีเดียวตอนใกล้สอบค่ะ เพราะความรู้ที่ได้จากการทำซ้ำจะจดจำได้นาน

สำหรับใครที่อยากมาเรียนที่ออสเตรเลีย ถ้าตัวพร้อม ใจพร้อม ก็มาได้เลยค่ะ เมื่อมาแล้วอย่าตั้งหน้าตั้งตาเรียนเพื่อให้จบแต่เพียงอย่างเดียว ต้องหาเพื่อนใหม่หลายเชื้อชาติ ลองทำอะไรที่ไม่เคยทำ อย่าลืม Enjoy the Journey ก่อนไปถึงจุดหมายปลายทางนะคะ

น้องทัศน์ ทัศน์พล กาวประเสริฐ
เรียนที่ Kilmore International School
ออสเตรเลีย

น้องทัศน์ ทัศน์พล กาวประเสริฐ

ทัศน์เรียนที่ Kilmore International School มาได้เกือบ 1 ปีแล้วครับ ที่เลือกเรียนที่นี่เพราะโรงเรียนมีชื่อเสียงและเป็นที่ยอมรับด้านการดูแลเรื่องการเรียนของนักเรียน หลักสูตรของที่นี่จะค่อนข้างแปลกใหม่สำหรับทัศน์มากเพราะจะเน้นให้นักเรียนคิด พูดคุยและหาข้อสรุปของเนื้อหาที่เรียนหรือแม้แต่หัวข้อสนทนาเรื่องต่างๆมากกว่าการเน้นให้นักเรียนถาม-ตอบในห้องเรียนอย่างเดียวเหมือนที่อื่นๆซึ่งเราสามารถนำทักษะการคิดนี้ไปใช้วิเคราะห์ถึงปัญหาต่างๆในชีวิตประจำวันเพื่อหาทางแก้ไขได้อย่างถูกต้อง จุดเด่นของที่นี่อีกอย่างคือมีนักเรียนหลายเชื้อชาติครับ นอกจากนักเรียนท้องถิ่นชาวออสเตรเลียก็ยังมีนักเรียนมาเลเซีย สิงคโปร์ ญี่ปุ่น จีน หรือแม้แต่เยอรมัน ทุกคนจะได้เรียนรู้วัฒนธรรมและแนวคิดของชาติอื่นๆ ทำให้นักเรียนมีความคิดแบบสากล ซึ่งสอดคล้องอย่างดีกับจุดประสงค์ของหลักสูตร International Baccalaureate (IB) ที่มุ่งเน้นให้นักเรียนเป็นบุคลากรสากล ทัศน์แนะนำให้เลือกเรียนที่ออสเตรเลียเพราะผู้คนของที่นี่เป็นมิตร สภาพแวดล้อมของบ้านเมืองและโรงเรียนก็เหมาะกับการศึกษามาก ซึ่งจะช่วยให้นักเรียนมีความพร้อมในด้านวิชาการอย่างเต็มที่สำหรับการศึกษาต่อในอนาคตครับ

น้องซอล กานต์ธีรา มโนรถกุล
เรียนที่ Monash University, Bachelor of Business

น้องซอล กานต์ธีรา มโนรถกุล - เรียนที่ Monash University, Bachelor of Business

ประสบการณ์ขณะที่เรียนมัธยมอยู่ที่ Caulfield Grammar School เป็นประสบการณ์ที่พิเศษมากๆ ซอลได้รู้จักเพื่อนใหม่ๆ ทั้งคนออสเตรเลียและคนต่างชาติและยังได้เรียนรู้วัฒนธรรมของพวกเขาด้วยค่ะ โรงเรียนที่นี่จะเน้นทั้งด้านวิชาการและสนับสนุนเรื่องกีฬา ดนตรี การแสดง และศิลปะเช่นกัน ทุกๆปีโรงเรียนจะมีการจัดแข่งขันทางด้านวิชาการและกิจกรรมต่างๆ ซึ่งซอลก็ได้มีโอกาสได้ร่วมสนุกอยู่เสมอ เป็นประสบการณ์ที่ดีมากๆค่ะ

คุณครูและเจ้าหน้าที่ในโรงเรียนดูแลนักเรียนดีมาก เขาจะเปิดโอกาสให้เราแสดงความคิดเห็นได้อย่างเต็มที่ นักเรียนได้รับการส่งเสริมให้มีความมั่นใจและทุกคนก็กล้าที่จะแสดงความเห็นเสมอๆ นอกจากนั้นคุณครูจะช่วยสอนวิชาที่ไม่เข้าใจในช่วงพักหรือหลังเลิกเรียน และยังช่วยเตรียมข้อสอบเก่าๆมาให้เราฝึกทำสำหรับเตรียมสอบเข้ามหาวิทยาลัยด้วย ซึ่งซอลคิดว่าตรงนี้จะมีส่วนช่วยในการก้าวสู่มหาวิทยาลัยอย่างมาก สำหรับการเตรียมตัว ซอลจะหมั่นทบทวนเนื้อหาการเรียน ฝึกทำข้อสอบและแบบฝึกหัด คุณพ่อสอนให้ซอลอ่านบทเรียนก่อนที่ครูจะสอน อ่านอีกรอบในช่วงที่ครูสอน ถามเมื่อไม่เข้าใจ และอ่านซ้ำอีกทีเมื่อครูสอนบทเรียนนั้นจบไปแล้ว เพื่อให้มีความพร้อมกว่าคนอื่น 3 เท่าเนื่องจากภาษาอังกฤษไม่ใช่ภาษาแรกของเราค่ะ

ในช่วงการเลือกมหาวิทยาลัย ทางโรงเรียนจัดการเรื่องการสมัครเรียนให้ค่ะ โดยนักเรียนทุกคนจะต้องพูดคุยกับคุณครูที่ปรึกษาเกี่ยวกับคณะและมหาลัยที่อยากสมัครเรียนว่ามันเหมาะกับเรารึเปล่าและมีตัวเลือกอื่นอันไหนที่เหมาะกับความต้องการของนักเรียน

ตอนนี้ซอลเรียนที่ Monash University คณะ Business Major Marketing ค่ะ สาเหตุที่เลือกเรียนคณะนี้เพราะมีความสนใจเรื่องบริหารกิจการและหวังว่าจะสามารถนำไปใช้ในการบริหารกิจการของครอบครัวในอนาคตค่ะ สำหรับการเรียนในระดับชั้นมหาวิทยาลัยจะมีการแข่งขันสูงและเจาะลึกรายละเอียดของวิชาที่เลือกเรียนมากกว่าตอนเรียนมัธยม ทั้งนี้หลักสูตรปริญญาตรีที่ออสเตรเลียส่วนใหญ่จะสามารถจบได้ภายใน 3 ปี ส่วนเรื่องความเป็นอยู่ก็ต้องดูแลตัวเองมากขึ้นค่ะ ต้องทำอาหารและจัดการเรื่องค่าใช้จ่ายเอง บางครั้งก็ออกไปทำงาน Part-Time ซึ่งรัฐบาลอนุญาตให้ทำได้ ถ้าน้องๆคนไหนสนใจจะมาศึกษาต่อที่ออสเตรเลีย ก่อนอื่นต้องเตรียมตัวเรื่องภาษาดีๆ ต้องรู้จักปรับตัว มีความมั่นใจในการพูด มาเรียนที่ออสเตรเลียไม่ผิดหวังแน่นอนค่ะ  เพราะบ้านเมืองสวยงาม คนออสเตรเลียก็เป็นมิตร เรื่องการศึกษาก็ถือว่ามีชื่อเสียงและยังไม่ไกลจากประเทศไทยเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ เช่น อเมริกา แคนาดา หรืออังกฤษอีกด้วย

น้อง P.Y. - นัยนภนต์ ใหญ่นามจันทร์
เรียนที่ Wesley College
ออสเตรเลีย

น้อง P.Y. นัยนภนต์ ใหญ่นามจันทร์ - เรียนที่ Wesley College, Australia

ผมเลือกเรียนที่ Wesley College เพราะที่นี่ขึ้นชื่อทั้งด้านวิชาการและกีฬา โรงเรียนยังสนับสนุนให้นักเรียนได้พัฒนาศักยภาพของตัวเองอย่างรอบด้าน พร้อมเปิดโอกาสให้นักเรียนได้เลือกเรียนในสิ่งที่ตัวเองต้องการและมีวิชามากมายที่รองรับความสนใจของนักเรียน เช่น วิชาการแสดง การขับร้อง วิชากีฬาต่างๆ ซึ่งเป็นระบบการศึกษาที่ตรงกับความต้องการของผม วิชาที่ผมเลือกเรียนจะเป็นสายการคำนวณ ซึ่งคุณครูทุกคนจะคอยช่วยเหลือเป็นอย่างดี กิจกรรมที่ผมเลือกทำจะเป็นการเข้ายิม โดยผมจะเข้ายิมพร้อมกับเพื่อนๆสัปดาห์ละสองวัน ครูฝึกที่นี่ก็จะช่วยแนะนำท่าออกกำลังต่างๆและยังแนะนำเรื่องการทานอาหารที่เหมาะสมด้วยครับ

โรงเรียนมีสิ่งอำนวยความสะดวกไว้ให้บริการนักเรียน มีบริการรถรับ-ส่งหลากหลายเส้นทาง มีกิจกรรมที่หลากหลายและน่าสนใจให้นักเรียนเข้าร่วมตลอดปี และยังมีกิจกรรมการแข่งขันต่างๆระหว่างหอเพื่อให้นักเรียนได้พัฒนาทักษะอยู่ตลอดเวลา ทั้งยังช่วยพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างนักเรียนของแต่ละหอพักอีกด้วย

ที่ Wesley College จะมีนักเรียนจากประเทศต่างๆทั่วโลก ทำให้เราได้เรียนรู้ในความแตกต่างในวัฒนธรรมของแต่ละชาติและรู้จักให้ความเคารพในความแตกต่างนั้น นักเรียนทุกคนมีความเท่าเทียมกัน นักเรียนที่เข้าเรียนใหม่ก็จะได้รับการดูแลและได้คำแนะนำจากเพื่อนๆและครูทุกคนครับ

สำหรับใครที่สนใจจะมาศึกษาต่อที่ออสเตรเลีย ผมขอแนะนำ Wesley College ครับ ที่นี่นักเรียนจะได้รับโอกาสในการพัฒนาทักษะที่ตัวเองสนใจควบคู่ไปกับทักษะด้านวิชาการ ทำให้นักเรียนจะไม่เบื่อในการเรียน และยังได้เรียนรู้แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกับเพื่อนนักเรียนทั่วโลก ทั้งโรงเรียนก็ตั้งอยู่ใน Melbourne ซึ่งเป็นเมืองที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม อาหารการกินก็หลากหลายด้วย ใน Melbourne มีที่ท่องเที่ยวสำหรับซื้อของและพักผ่อนหย่อนใจมากมาย เหมาะสำหรับผู้ที่เพิ่งเริ่มต้นมาอยู่ประเทศออสเตรเลียครับ

น้องปิ่น - สิริวิมล คงเขียว
เรียนที่ Methodist Ladies’ College (MLC)
ออสเตรเลีย

น้องปิ่น สิริวิมล คงเขียว - เรียนที่ Methodist Ladies’ College (MLC), Australia

เหตุผลหลักที่มาเรียนที่ประเทศนี้เพราะว่าเป็นประเทศที่น่าอยู่ ไม่วุ่นวาย ปลอดภัย ไม่อันตราย และห่างจากไทยไม่มากจนเกินไป ทำให้พ่อกับแม่สามารถมาเยี่ยมได้สะดวก และตอนนั้นปิ่นก็มีพี่ชายเรียนอยู่ที่นี่ด้วย พ่อแม่จึงตัดสินใจให้มาเรียนที่นี่หลังจากที่จบ ม.3 จากที่ไทย ก่อนจะมาเรียนก็ได้สอบ AEAS เพื่อที่จะประเมินว่าเราต้องมีการปรับภาษากี่เดือนและหลังจากนั้นก็ได้มีการปรึกษากับทาง CETA ว่าควรจะเรียนที่โรงเรียนไหน และได้เดินทางมาดูโรงเรียนประมาณ 5-6 แห่ง ก่อนที่จะตัดสินใจเรียนที่ MLC

เหตุผลที่เลือก MLC เพราะว่าได้มาเยี่ยมชมโรงเรียน  MLC และเห็นว่าเป็นโรงเรียนที่มีมีสิ่งอำนวยความสะดวกในการเรียนการสอนพร้อม และมีเนื้อหาหลักสูตรการสอนที่เข้มข้น จากการที่ได้เข้ามาเรียน นักเรียนทุกคนที่นี่ขยันมาก ซึ่งทำให้ปิ่นอยากที่จะพัฒนาตนเองมากยิ่งขึ้น เพื่อที่จะได้คะแนนดีๆจากการสอบในวิชาต่างๆ ส่วนตัวแล้วคิดว่าครูที่นี่ดูแลนักเรียนดี เพราะครูจะคอยถามตลอดว่าเราเข้าใจบทเรียนไหม และถ้ามีปัญหาหรือไม่เข้าใจอะไรก็สามารถถามครูได้เลย ส่วนเรื่องการบ้านจะมีค่อนข้างเยอะ แต่ก็ยังอยู่ในปริมาณที่เราสามารถทำเสร็จได้ถ้าเราจัดสรรเวลาได้ดี เมื่อก่อนปิ่นเป็นคนค่อนข้างขี้เกียจ แต่ปัจจุบันปิ่นจะทำการบ้านให้เสร็จก่อนทำกิจกรรมอื่น เพราะจะได้ไม่ต้องคอยกังวลถึงการบ้านที่ยังไม่ได้ทำ ปิ่นไม่มีเวลาทำการบ้านที่แน่นอน แต่ถ้าช่วงไหนที่มีการบ้านเยอะก็จะรีบทำหลังจากกลับจากโรงเรียน แต่ถ้าการบ้านไม่เยอะก็อาจจะพักผ่อนก่อนแล้วเริ่มทำตอนเย็น  ปิ่นคิดว่าการเรียนที่นี่ต่างจากที่ไทยเพราะว่าคุณครูที่นี่จะเปิดกว้างที่จะให้นักเรียนสามารถแสดงความคิดเห็นและโต้แย้งได้ตลอดซึ่งต่างจากที่ไทยที่ยังไม่ค่อยเปิดกว้างในเรื่องพวกนี้ และเราก็สามารถเลือกเรียนในวิชาตามที่เราต้องการเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัย ในขณะที่เมืองไทยเราสามารถเลือกได้แค่สายวิทย์หรือสายศิลป์

ปิ่นพักอยู่ที่ Swinburne Apartment ซึ่งเป็นที่พักที่ทางโรงเรียนจัดไว้ให้ ระยะทางเดินจากโรงเรียนประมาณ10 นาที ปิ่นคิดว่าการอยู่ Boarding เป็นเรื่องดี เพราะทุกอย่างจะมีขอบเขตว่าเราสามารถทำได้แค่ไหน แต่ทางเจ้าหน้าที่หอพักทุกคนก็ยังให้ความเป็นส่วนตัวกับเราเสมอ อย่างเช่น เราสามารถออกไปเที่ยวได้แต่ก็จะมีเวลากำหนดว่านักเรียนแต่ละชั้นปีกลับหอพักได้ช้าสุดเวลาไหน ส่วนเรื่องความปลอดภัย คนที่จะเข้าหอพักจะต้องมี Key Card เท่านั้นถึงจะเข้าได้ และเจ้าหน้าที่หอพักก็ดูแลเอาใจใส่ดีมาก คอยถามเสมอว่าเรียนเข้าใจไหม ให้ช่วยอะไรหรือเปล่า ส่วนอาหารของทาง Boarding ก็จะมีทั้งแนวเอเชียและตะวันตกซึ่งมีให้บริการเพียงพอสำหรับนักเรียนทุกคน

Guardian เป็นเรื่องที่สำคัญมากสำหรับการเรียนในออสเตรเลียสำหรับนักเรียนที่อายุไม่ถึง 18 ปี ซึ่ง Guardian ก็เหมือนกับผู้ปกครองของเรา ช่วยดูแลเราในเรื่องต่างๆ และคอยมาเยี่ยมหรือโทรมาถามอยู่บ่อยๆ ว่าเราสบายดีหรือเปล่า Guardian ยังสามารถช่วยเหลือเราได้ทันทีเมื่อเรามีปัญหาเร่งด่วน

เป็นโอกาสที่ดีมากที่ปิ่นได้มาเรียนที่ออสเตรเลีย เพราะการเรียนการสอนที่ออสเตรเลียอยู่ในมาตรฐานที่ดี คุณครูทุกคนเปิดกว้างที่จะให้นักเรียนแสดงความคิดเห็นต่างๆ และยังเป็นโอกาสที่ดีที่เราจะได้พัฒนาภาษาอังกฤษไปในตัว เพราะเราต้องใช้ในการสื่อสารทุกวัน และยังได้รู้จักเพื่อนๆหลากหลายสัญชาติมากมาย การมาเรียนที่ออสเตรเลียทำให้ปิ่นเปลี่ยนเป็นคนที่มีความรับผิดชอบในตัวเองมากขึ้น เพราะเราจะต้องจัดสรรเวลาต่างๆ เองว่าควรทำอะไร อย่างเช่นเรื่องทำการบ้าน เราก็ต้องจัดสรรเวลาให้ดี ซึ่งต่างจากตอนที่อยู่ที่บ้านเพราะจะมีพ่อแม่คอยเตือนตลอดว่าทำการบ้านได้แล้ว แต่ที่นี่ไม่มี  ทำให้เรารู้จักที่จะดูแลตัวเอง

ปิ่นชอบการบริการของทาง CETA มาก เพราะตั้งแต่ตอนที่ปิ่นเลือกที่จะมาเรียนที่ออสเตรเลีย ทาง CETA ก็จะคอยแนะนำว่าโรงเรียนแต่ละแห่งเป็นแบบไหน เน้นเรื่องอะไร และเราควรเรียนโรงเรียนไหน รวมถึงคอยให้คำปรึกษาในเรื่องต่างๆ และพี่ๆ CETA ก็เป็นกันเองและคอยช่วยเหลือในการติดต่อกับทางโรงเรียนเสมอ ซึ่งถ้าเรามีปัญหาหรือสงสัยอะไรเกี่ยวกับโรงเรียนก็สามารถถามทาง CETA ได้เลย

น้องปาน - นัทธพงศ์ คงเขียว
ศึกษาต่อที่ University of Melbourne คณะ Fine Arts สาขา Animation
Australia

น้องปาน นัทธพงศ์ - เรียนที่ University of Melbourne

ปานเริ่มมาเรียนที่ Billanook College ตอน Year 11 ครับ ประมาณ 2 ปีที่แล้ว ปานเลือกมาเรียนต่อที่นี่เพราะเห็นว่าเป็นโรงเรียนที่มีชื่อเสียงทางด้านวิชาประเภท Arts ที่ปานชอบและยังมีบรรยากาศสงบ ร่มรื่น ซึ่งจะทำให้มีสมาธิในการเรียนครับ

ในระหว่างที่เรียนอยู่ที่ Billanook College คุณครูคอยเอาใจใส่ดีมากๆ เพราะปานเป็นนักเรียนชาวต่างชาติ อีกทั้งปานยังได้รู้จักและผูกมิตรกับเพื่อนใหม่ทั้งชาวออสเตรเลียและนักเรียนจากประเทศต่างๆ พวกเราค่อนข้างสนิทกันมากครับ เนื่องจากจะได้พูดคุยและทำกิจกรรมต่างๆ ร่วมกันบ่อยๆ ปานได้รับแต่งตั้งให้เป็น International Captain ประจำโรงเรียนครับ ซึ่งปานจะมีหน้าที่เป็นตัวแทนในการประสานงานเรื่องต่างๆ ทั้งการเรียนและการจัดกิจกรรมระหว่างคุณครูและนักเรียนชาวต่างชาติทั้งหมดในโรงเรียนครับ นอกจากด้านวิชาการแล้ว ปานยังได้ทำกิจกรรมที่ชอบอย่างการเล่นดนตรี เล่นกีฬาต่างๆอย่างเต็มที่ ปานยังได้มีโอกาสขึ้นแสดงในงานดนตรีของโรงเรียนถึง 2 ครั้งด้วยครับ

ตอนนี้ปานได้รับการตอบรับจาก University of Melbourne ในสาขา Animation ครับ ก่อนจะได้รับคัดเลือกนั้นปานต้องทำการเสนอผลงานต่างๆ เช่น การเขียน Story Board และบทภาพยนตร์สั้นๆ เพื่อนำเสนอให้ทางมหาวิทยาลัยพิจารณา เมื่อผ่านการคัดเลือกแล้วก็ต้องนำเสนอผลงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับด้าน Animation หรือ Graphic Design กับทางมหาวิทยาลัยอีกครั้งหนึ่ง จนในที่สุดก็ได้รับการตอบรับจากทางมหาวิทยาลัยครับ ซึ่งทำให้ปานภูมิใจมากเพราะจะได้ศึกษาในสาขาที่เราชอบมานาน ทำให้มีโอกาสในการพัฒนาทักษะและฝีมือของตัวเองให้ดียิ่งขึ้นไปอีกครับ

ปานคิดว่าการศึกษาต่อที่ประเทศออสเตรเลียนั้นมีประโยชน์มากครับ ระบบการศึกษาของที่นี่จะช่วยให้ทุกคนได้ค้นหาศักยภาพที่ดีของแต่ละคนจนเจอ เปิดกว้างให้เราได้เลือกเรียนและทำในสิ่งที่ชอบจริงๆ อย่างปานที่ได้มีโอกาสเข้าศึกษาต่อในคณะที่หวังไว้ก็เพราะปานได้มีโอกาสได้เลือกเรียนในวิชาที่ชอบ ได้พัฒนาทักษะและสร้างผลงานอย่างเต็มที่ขณะเรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาที่นี่ครับ จึงอยากแนะนำให้น้องๆที่มีโอกาสทุกคนได้มาเรียนต่อที่ประเทศออสเตรเลียครับ มาหาประสบการณ์ใหม่ ทำความรู้จักกับเพื่อนใหม่ เรียนรู้วัฒนธรรมจากการรู้จักผู้คนที่นี่ เป็นการเปิดโลกทัศน์และมุมมองให้กับชีวิตของเราครับ

น้องน้อยหน่า วิชญาดา เชื้อวณิชย์
เรียนที่ Geelong Grammar School
ออสเตรเลีย

น้องน้อยหน่า วิชญาดา เชื้อวณิชย์ - เรียนที่ Geelong Grammar School, Australia

หนูเรียนอยู่ที่ Geelong Grammar School ซึ่งเป็นโรงเรียนที่หนูกับคุณแม่ช่วยกันเลือกค่ะ เรามีหลายเหตุผลที่เลือกที่นี่ เนื่องจากคุณแม่อยากให้อยู่โรงเรียนประจำ รวมถึงทางโรงเรียนมีระบบ Boarding ที่ดี และทางคุณแม่ก็ได้มีโอกาสติดต่อพูดคุยกับทางโรงเรียนแล้วก็รู้สึกพอใจกับระบบของโรงเรียนค่ะ แต่ก่อนหน้านี้หนูต้องเรียนปรับภาษากับทางโรงเรียน Avalon ก่อนค่ะ ซึ่งหนูมีความเห็นว่าการเรียนภาษาก่อนเข้าเรียนจริงๆ นั้นมีความจำเป็นมากค่ะ นอกจากช่วยเตรียมความพร้อมทางด้านภาษาแล้ว ยังช่วยเตรียมความพร้อมในการเข้าสังคมที่เราไม่คุ้นเคยด้วยค่ะ

บรรยากาศที่ Avalon มีนักเรียนไม่เยอะค่ะ ทำให้บรรยากาศที่โรงเรียนเหมือนครอบครัว เราสนิทกันเกือบทุกคนเลยค่ะ หนูจะมีวิธีปรับตัวเข้าหาเพื่อนโดยจะนึกถึงใจเขาใจเรา และก็ต้องเป็นคนที่มีน้ำใจ ทำตัวให้มีปัญหาน้อยที่สุดแล้วเพื่อนๆ ก็จะรักเราเองค่ะ คุณครูก็เอาใจใส่ดีมากค่ะ คุณครูจะคอยให้นักเรียนทุกคนตอบคำถามซึ่งเป็นการฝึกฝนทักษะการพูด การอ่านได้ดีมากค่ะ นอกจากนี้ทางโรงเรียนจะมีกิจกรรม Individual Studies ซึ่งเป็นเวลาที่ให้นักเรียนได้เลือกทบทวนบทเรียนตามต้องการทุกๆ อาทิตย์หรือถ้าคนไหนต้องการคาบเรียนเพิ่มก็สามารถพูดคุยกับคุณครูได้ค่ะ

การใช้ชีวิต Boarding หนูได้แชร์ห้องกับเพื่อน 3 คนค่ะ ช่วงแรกๆลำบากมากค่ะ เพราะตอนอยู่เมืองไทย หนูนอนคนเดียวใช้ห้องน้ำคนเดียว ไม่ต้องแชร์กับใคร ตื่นเวลาใดก็ได้ แต่มาอยู่นี่ต้องทำอะไรตรงต่อเวลา ถ้าช้าไปนิดเดียวจะมีผลต่อคนอื่นๆ แต่เมื่อปรับตัวได้หนูกลับรู้สึกชอบการอยู่ Boarding มากๆ ค่ะ เพราะอยู่ที่นี่ไม่เหงาเลย มีเพื่อนตลอด อีกทั้งตอนนี้หนูกับรูมเมทเราสนิทกันมากด้วยค่ะช่วยเหลือกันตลอด เวลาไม่สบายเราก็จะช่วยดูแลซึ่งกันและกันค่ะ การอยู่แบบ Boarding นั้น สอนอะไรหนูหลายๆ อย่าง ทั้งความมีระเบียบวินัย ความเคารพผู้อื่น การอยู่ร่วมกับคนอื่น และการรับผิดชอบสิ่งของส่วนรวมค่ะ

สำหรับป้าอ้อย Guardian ของหนูท่านเอาใจใส่หนูดีมากค่ะ ป้าจะคอยติดตามผลการเรียน ความประพฤติ ตลอดจนถ้าหนูมีปัญหาไม่ว่าเรื่องใดๆ ก็ตามก็จะโทรคุยปรึกษากับป้าอ้อยได้ตลอดเวลาเลยค่ะ หนูกับป้าอ้อยเราค่อนข้างสนิทกันมาก บางสัปดาห์หนูออกมานอนกับป้าอ้อย เราชอบไปกินบุฟเฟ่ต์ด้วยกัน หนูประทับใจที่ป้าอ้อยพาไปเที่ยวภูเขา ไปดูไร่สตรอเบอรรี่ รวมถึงชอบที่ป้าขับรถพาไปที่ต่างๆ ด้วยค่ะ เป็นการเปิดหูเปิดตาดีกว่าอยู่โรงเรียนตลอดเวลาค่ะ

สิ่งที่ได้จากการมาเรียนที่ออสเตรเลียนั้นมีมากมายจนเล่าไม่หมดเลยค่ะ อย่างแรกหนูมาที่นี่ทำให้หนูโตขึ้นค่ะ การศึกษาของที่นี่ก็ดีไม่เน้นให้เด็กท่องจำ หากเพื่อนๆ สนใจที่อยากจะไปเรียนต่อประเทศออสเตรเลีย ก่อนมาก็ควรจะเลือกโรงเรียนที่ชอบและเหมาะกับตัวเองเพราะแต่ละโรงเรียนจะมีข้อดีข้อเสียแตกต่างกัน การเลือกโรงเรียนที่เหมาะกับเราจะทำให้เราค้นพบตัวตนได้ชัดเจนมากขึ้นด้วยค่ะ

น้องมิ้นท์
เรียนที่ Methodist Ladies’ College (MLC)
ออสเตรเลีย

น้องมิ้นท์ - เรียนที่ Methodist Ladies’ College (MLC)

เหตุผลที่เลือกเรียนที่ MLC เพราะพี่สาวมิ้นท์มีคนรู้จักหลายคนที่จบจาก MLC แล้วได้รับคำแนะนำว่าเป็นโรงเรียนที่น่าเชื่อถือและมีหลักสูตรการสอนที่ดี บรรยากาศที่ MLC ค่อนข้างครึกครื้นค่ะ เพราะมีนักเรียนเป็นจำนวนมาก หลายๆ คนมีนิสัยเฮฮาร่าเริงสนุกสนานและมีอัธยาศัยดี คุณครูที่โรงเรียนดูแลเอาใจใส่นักเรียนทุกคนได้ดีมากๆ ดูแลนักเรียนทุกคนได้ทั่วถึง จุดนี้จึงทำให้มิ้นท์รู้สึกสบายใจและกล้าพูดคุยกับคุณครูในทุกๆ ครั้งที่ต้องการความช่วยเหลือค่ะ

ปกติแล้วมิ้นท์เป็นคนขี้อาย ไม่เข้าไปทักทายคนอื่นก่อน ต้องปรับตัวโดยการเข้าหาคนให้มากขึ้น พยายามพูดคุยและทำความรู้จักกับเพื่อนใหม่หลายๆ คนค่ะ เพื่อนของมิ้นท์ส่วนใหญ่จะเป็นชาวออสเตรเลีย แต่ที่สนิทเป็นพิเศษคือคนเกาหลี มาเลเซีย และจีนค่ะ

บรรยากาศของหอพักจะครึกครื้นมากเวลาที่นักเรียนทุกคนมารวมตัวกัน แต่ถ้าถึงเวลาที่ทุกคนกลับห้องและอ่านหนังสือทบทวนบทเรียน บรรยากาศก็จะเงียบสงบไปอีกแบบค่ะ โดยส่วนตัวมิ้นท์คิดว่ามารยาทพื้นฐานในการอยู่ร่วมหอพักคือเราต้องนึกถึงผู้อื่นค่ะ ควรระมัดระวังและประพฤติตัวให้เหมาะสม คำนึงถึงเพื่อนๆร่วมหอพักให้มาก มิ้นท์จะเกรงใจรูมเมทเป็นพิเศษค่ะ เนื่องจากเราต้องอาศัยอยู่ห้องเดียวกัน ดังนั้นก็ต้องเอาใจเขามาใส่ใจเรา จะทำอะไรก็อย่าให้เดือดร้อนผู้อื่น ทุกคนจะได้อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขค่ะ โดยรวมแล้ว ข้อดีในการอยู่หอพักคือเราจะมีระเบียบวินัยขึ้น เรียนรู้ที่จะทำอะไรโดยตนเอง เช่น ซักผ้า จัดห้องหรือแม้แต่จัดสรรเวลาทบทวนบทเรียน นอกจากนั้น มิ้นท์คิดว่าการอยู่หอถือว่ามีอิสระพอสมควร เพราะเราสามารถตัดสินใจและบริหารเวลาเองโดยไม่ต้องอาศัยผู้ปกครองหรือโฮสท์มาคอยดูแล

สำหรับเคล็ดลับในการเรียน มิ้นท์จะพยายามทบทวนบทเรียนหรือสิ่งที่ครูสอนค่ะ ไม่เข้าใจอะไรตรงไหนก็รีบถามครู อย่าปล่อยทิ้งไว้จนวินาทีสุดท้ายค่ะ อ่านหนังสือและพัฒนาข้อบกพร่องของเราให้ดียิ่งขึ้น โดยบางครั้งก็อาศัยความช่วยเหลือจากเพื่อนๆ รุ่นพี่ ครูที่โรงเรียน หรือครูจากการเรียนพิเศษค่ะ

มิ้นท์ตัดสินใจเรียน Foundation ที่ Monash College หลังจากที่จบ Year 11 ซึ่งเป็น Pathway ในการเข้ามหาวิทยาลัยที่ออสเตรเลีย  มิ้นท์ได้รับความช่วยเหลือจากพี่ๆที่ CETA ทั้งการให้คำแนะนำและช่วยดำเนินการในการสมัครค่ะ หลังจากเรียนจบ Foundation มิ้นท์ตั้งใจไว้ว่าจะเข้า Monash University ส่วนคณะก็คาดว่าจะเป็น Business ค่ะ

ในระยะแรกของการมาเรียนที่ออสเตรเลีย หลายคนคงมีอาการ Homesick ซึ่งเป็นเรื่องแปลกใหม่สำหรับคนที่ไม่เคยอยู่ไกลบ้าน อาจต้องเจอปัญหาหรือเรื่องราวที่ไม่คาดฝัน หรือความแตกต่างทางวัฒนธรรมแบบไม่ทันตั้งตัวจนอาจทำให้เกิดอาการ Culture Shock แต่ท้ายที่สุด การมาเรียนที่ออสเตรเลียถือเป็นโอกาสในการเรียนรู้ที่จะใช้ชีวิตด้วยตนเอง เนื่องจากข้อจำกัดของการใช้ชีวิตในต่างแดนเหล่านี้ทำให้เราต้องรู้จักพึ่งพาตนเอง เช่น เรียนรู้ที่จะแก้ปัญหาเฉพาะหน้าต่างๆ การพบเจอคนหลากหลายรูปแบบก็จะส่งผลให้รู้จักปรับตัว ทำให้เรามีความคิดแบบผู้ใหญ่มากขึ้น มิ้นท์อยากฝากให้ทุกคนเต็มที่กับทุกๆอย่างที่ทำนะคะ โดยเฉพาะกับการเรียน จะได้ไม่รู้สึกเสียดายว่าเราไม่ได้พยายามเต็มที่เท่าที่ควร เป็นธรรมดาที่จะท้อและเหนื่อยบ้าง แต่ท้อแล้วต้องไม่ถอยค่ะ

น้องมิ้นท์
เรียนที่ Billanook College
ออสเตรเลีย

น้องมิ้นท์ - เรียนที่ Billanook College, Australia

ในช่วงแรกก่อนการมาเรียนมิ้นท์มีปัญหาด้านภาษาอังกฤษพอสมควร แต่พอได้ลองไป Summer Course ก็รู้สึกชอบและตั้งใจจะมาเรียนที่ออสเตรเลียเลยค่ะ

มิ้นท์ไปเรียนปรับพื้นฐานภาษาอังกฤษเป็นเวลา 2 เดือนก่อนการมาเรียนที่นี่ค่ะ มิ้นท์เลือก Billanook College เพราะที่นี่มีสาขาวิชาที่มิ้นท์ชอบเช่น Art & Design, Business Management, Music, Food Tech อีกทั้งบรรยากาศที่สงบยังเป็นอีกปัจจัยสำคัญในการเลือกที่นี่ด้วยค่ะ คุณครูทุกคนที่นี่จะคอยดูแลและช่วยเหลือมิ้นท์ตลอดเวลาที่อยู่โรงเรียน ถ้าเราไม่เข้าใจตรงไหนก็จะอธิบายจนเราเข้าใจ และก็ใส่ใจนักเรียนดีมาก โดยเฉพาะที่ Billanook College มีอาจารย์ที่จะให้คำปรึกษาและช่วยเหลือนักเรียนชาวต่างชาติโดยเฉพาะอยู่แล้ว เรื่องการเรียนไม่เป็นปัญหาเลยค่ะ

การได้อยู่กับโฮสท์แฟมิลี่ช่วยเราประหยัดค่าใช้จ่ายไปได้มากค่ะ อีกทั้งยังมี Guardian ที่เป็นเหมือนครอบครัวของเราคอยดูแลตลอด โดยมิ้นท์พักอยู่กับคุณ Tracey ค่ะ ซึ่งเขาเป็น Guardian ของมิ้นท์ด้วย ทำให้เรายิ่งสนิทกันมากค่ะ คุณ Tracey จะคอยช่วยเหลือในทุกๆด้าน ทั้งสอนการบ้านและให้คำปรึกษาปัญหา สอนให้มิ้นท์มีระเบียบวินัยในการปฏิบัติตัวค่ะ มิ้นท์จะมีเวลาพูดคุยกับคุณ Tracey มากในเวลาอาหารเย็นซึ่งเขาจะคอยเล่าเรื่องต่างๆให้ฟังเพื่อฝึกภาษาให้เราไปในตัว โดยมิ้นท์ก็ได้เรียนรู้วิธีทำอาหารมากมาย ทั้งญี่ปุ่น เม็กซิกันและอินเดีย เนื่องจากคุณ Tracey เป็นคนชอบทำอาหารและที่สำคัญรสชาติอาหารก็ดีมากด้วยค่ะ ส่วนวันหยุดเราก็จะไปทำกิจกรรมร่วมกันนอกบ้าน มีทั้งดูหนัง ขับรถชมวิว และช้อปปิ้งค่ะ

อยากให้เพื่อนๆ ที่กำลังคิดเรื่องมาเรียนต่อที่ออสเตรเลียไม่ต้องลังเลค่ะ เพราะโรงเรียนที่นี่มีคุณภาพ บรรยากาศของเมืองก็น่าอยู่ ผู้คนมีน้ำใจและเป็นมิตรมากค่ะ ที่นี่ทำให้มิ้นท์ได้เรียนรู้วัฒนธรรมต่างๆ และได้ปรับตัวเข้ากับคนรอบข้าง แถมยังได้รับประสบการณ์ในการใช้ชีวิตใหม่ๆจากการมาเรียนต่อที่นี่ด้วยค่ะ

น้อง Mickey กฤต ธีระนุสรณ์กิจ
เรียนที่ Wesley College
ออสเตรเลีย

น้อง Mickey - เรียนที่ Wesley College

ผมเลือกเรียนที่ Wesley College เพราะที่นี่มีสภาพแวดล้อมที่อบอุ่นและเป็นมิตรมากครับ โรงเรียนมีอุปกรณ์การเรียนทันสมัยมากมายทั้งในและนอกห้องเรียน  มีโรงละครอเนกประสงค์และสตูดิโอสำหรับการเปิดแสดงและฝึกซ้อม มีสนามกว้างขวางตกแต่งสวยงามสำหรับทำกิจกรรมต่างๆและมีพื้นที่ส่วนกลางอย่างโรงอาหารไว้บริการครับ

โรงเรียนที่นี่เปิดโอกาสให้นักเรียนแสดงความสามารถพิเศษอย่าง ศิลปะแขนงต่างๆ การแสดง ดนตรี และกีฬาได้อย่างเต็มที่ ระบบการศึกษาที่นี่จะเน้นให้นักเรียนได้พัฒนาศักยภาพทางด้านวิชาการและกีฬาไปพร้อมๆกัน ผมได้เรียนในวิชาที่หลากหลายและได้คุณครูที่ดีมากๆในทุกวิชา ทุกคนจะคอยดูแลช่วยเหลือแบบไม่เกี่ยงงอนเพื่อให้นักเรียนได้สิ่งที่ดีที่สุดครับ พวกคุณครูพร้อมให้ความช่วยเหลือตลอดหากนักเรียนมีข้อสงสัยหรือต้องการบทเรียนพิเศษในช่วงพักทานข้าวหรือหลังเลิกเรียน ผมมีโอกาสเลือกเล่นกีฬาหลายประเภท เช่น เทนนิส ฟุตบอล ว่ายน้ำ กรีฑา นอกจากนี้กิจกรรมจากทางหอพักและชมรมต่างๆก็ยังมีให้ทำมากมายตลอดปี ถือว่าโรงเรียนตอบสนองความต้องการของนักเรียนได้ทุกๆด้านครับ เพื่อนนักเรียนทุกคนที่นี่มีความเป็นมิตร ให้เกียรติผู้อื่นและคอยช่วยเหลือกันและกันอยู่เสมอ ผมเองมีเพื่อสนิทชาวท้องถิ่นและชาวต่างชาติหลายคน ซึ่งผมหวังที่จะรักษามิตรภาพเหล่านี้ให้ยืนยาวต่อไปครับ

หากใครสนใจที่จะศึกษาต่อที่ออสเตรเลีย ผมก็ขอแนะนำ Wesley College ให้เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกสำหรับทุกคนครับ ผมเองเรียนที่นี่มาได้ 5 ปีแล้ว ทุกวันนี้รู้สึกว่าที่นี่เป็นเหมือนบ้านหลังที่สอง นักเรียนและอาจารย์ทุกคนต่างต้อนรับนักเรียนใหม่ด้วยความเต็มใจและพร้อมให้ความช่วยเหลือเสมอครับ

น้องลูกตาล ธนัชญา ธรรมจารี
จบปริญญาตรีจาก The University of Melbourne
ออสเตรเลีย

น้องลูกตาล ธนัชญา ธรรมจารี

ตาลประทับใจในประเทศออสเตรเลียหลังจากได้ไป Summer Course เมื่อปี 2007 จากนั้นก็เข้าเรียนที่ Billanook College ปี 2008 และเพิ่งจบปริญญาตรีเมื่อปลายปี 2013 ที่ผ่านมาค่ะ Billanook College เป็นโรงเรียนที่อยู่ชานเมืองออกมาค่ะ โรงเรียนสวยและเป็นธรรมชาติมาก นักเรียนส่วนใหญ่เป็นคนออสเตรเลีย เดินทางไปโรงเรียนสะดวกด้วยรถโรงเรียนค่ะ เด็กนักเรียนในแต่ละห้องจะมีไม่เกิน 20 คน ทำให้คุณครูดูแลทั่วถึง

นอกจากเรื่องวิชาการแล้ว โรงเรียนยังส่งเสริมให้เด็กทำกิจกรรมนอกห้องเรียนอยู่บ่อยๆ เช่น EXIT WEEK ซึ่งเป็นเหมือนอาทิตย์ของการเรียนรู้นอกห้องเรียน นักเรียนจะได้ทำกิจกรรมทั้งอาทิตย์เลย เช่น ไปค่าย ไปทัศนศึกษา ฝึกทักษะอาชีพ โดยจะจัดปีละ 3 ครั้ง ค่ะ นอกนั้นก็มีกีฬาทุกอาทิตย์ มีกิจกรรมจิตอาสาและงานเทศกาลต่างๆ ที่โรงเรียนจัดขึ้นค่ะ ในด้านความเป็นอยู่ที่โรงเรียนไม่มีอะไรต้องกังวลค่ะ คุณครูที่นี่เอาใจใส่ดูแลดีมากๆ คอยเป็นห่วงเด็กทุกคนว่าเรียนทันเพื่อนๆ และเข้าใจบทเรียนรึเปล่า ถ้าเราไม่เข้าใจ ครูทุกคนเต็มใจสอนเราใหม่ทั้งหมดจริงๆ ค่ะ ไม่ต้องห่วงว่าเขาจะโมโหหรือรำคาญเพราะคิดว่าเราไม่ตั้งใจฟังเค้าพูดตั้งแต่แรก โดยเฉพาะกับนักเรียนต่างชาติ คุณครูจะรู้ดีว่าภาษาอังกฤษไม่ใช่ภาษาแรกของเราด้วย บางคนถึงกับจัดสอนพิเศษหลังเลิกเรียนเพื่อนักเรียนต่างชาติโดยเฉพาะและขับรถไปส่งเด็กแต่ละคนถึงที่บ้าน เห็นได้ว่าครูทุกคนเอาใจใส่พวกเรามากเลยค่ะ

ระบบการศึกษาของออสเตรเลียค่อนข้างให้อิสระกับเด็กนักเรียนมากกว่า ทั้งการ “เลือกวิชาเรียน” ที่เด็กถนัดหรือสนใจ ให้อิสระกับเด็กทางด้านความคิดเห็นในเรื่องต่างๆ ครูจะเปิดโอกาสให้เด็กคิด หาคำตอบเรียนแบบเข้าใจ และรู้จักนำไปใช้ มากกว่าการสอนแต่เนื้อหาอย่างเดียว เรื่องงานและการบ้านก็ไม่ค่อยบังคับหรือคอยเตือนให้ส่ง มันขึ้นอยู่กับตัวเราว่าเราจะมีความรับผิดชอบแค่ไหน ส่วนเรื่องเรียนพิเศษ ระบบการเรียนของออสเตรเลียไม่ได้สนับสนุนและกดดันเด็กในเรื่องนี้ มันขึ้นอยู่กับตัวเด็กเองว่าจะขยันและรู้จักแบ่งเวลาทบทวนบทเรียนยังไง นอกจากนี้ ระบบยังสนับสนุนให้เด็กทำกิจกรรมนอกห้องเรียนมากกว่าที่เมืองไทยค่ะ จำนวนชั่วโมงเรียนในแต่ละวันก็จะไม่เยอะเท่าที่เมืองไทย กิจกรรมนอกห้องเรียน เช่น ค่ายและกีฬา จะมีเยอะกว่าค่ะ

มหาวิทยาลัยหลายแห่ง รวมทั้งมหาวิทยาลัยดังๆ ทั่วโลก เช่น ที่อังกฤษและอเมริกา ยอมรับผลการเรียน Australian Secondary School เช่นผล VCE ทำให้สามารถเข้าเรียนปี 1 ปริญญาตรีได้ทันที ในขณะที่เด็กจบมัธยม 6 เมืองไทย มหาวิทยาลัยหลายแห่งจะให้เด็กเรียนหลักสูตร Foundation ก่อนเข้าปี 1 นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยหลายแห่งจะยกเว้นในเรื่องของ English Language Requirements ไม่ต้องยื่นผล IELTS/TOEFL เพราะเขายอมรับผลการเรียนวิชาภาษาอังกฤษ

จากออสเตรเลียหรือเห็นว่าเด็กมีประสบการณ์ทางด้านภาษาเพียงพอเพราะเคยเรียนและใช้ชีวิตใน English Speaking Country มาแล้วค่ะ

ตอนที่ตาลเรียนอยู่ระดับมัธยม ทางโรงเรียนก็กระตุ้นให้เริ่มคิดและวางแผนว่าจะทำอะไรหลังจบ Year 12 มีหลายครั้งที่ทางโรงเรียนได้เชิญเจ้าหน้าที่ของมหาวิทยาลัยต่างๆ เข้ามาให้ข้อมูลเกี่ยวกับคณะต่างๆที่เปิดสอน บวกกับการหาข้อมูลด้วยตัวเองและถามจากคนรู้จักที่เคยเรียนปริญญาตรีที่นี่ค่ะ ทำให้ตาลเริ่มสนใจที่จะเรียนต่อที่ออสเตรเลียเพราะมีความรู้สึกว่ามหาวิทยาลัยหลายแห่งที่ออสเตรเลียเป็นที่ยอมรับระดับโลก บวกกับเราชอบและคุ้นเคยกับที่นี่ และที่สำคัญ ระยะเวลาของสาขาที่ตาลเลือกเรียนก็สั้นกว่าที่อเมริกาและไทย ที่ทางด้าน Business จะเรียน 4 ปี แต่ที่ออสเตรเลียเรียนแค่ 3 ปีค่ะ

ในขั้นตอนการสมัครเรียน ตาลต้องสมัครผ่านทาง VTAC เนื่องจากตาลจบ Year 12 (VCE unit 3+4) ที่เมลเบิร์น คณะที่ตาลเลือกไม่ต้องสอบอะไรเป็นพิเศษ นอกจากข้อสอบกลางของรัฐซึ่งเหมือนเป็นข้อสอบของแต่ละวิชาที่ตาลเรียนตอน Year 12 ทางโรงเรียนก็จะมีคุณครูที่ปรึกษาคอยช่วยเรื่องแผนการเรียนต่อของเราค่ะ เพราะบางรายวิชาจะมี Prerequisite(s) หรือไม่ก็ Portfolio และอื่นๆ ขึ้นอยู่กับว่าเราจะเรียนอะไรหลังจบ Year 12 ซึ่งเราต้องรู้รายละเอียดพวกนั้นเพื่อเอาไว้เลือกวิชาเรียนใน VCE ค่ะ ปัจจุบันตาลเรียนจบ Bachelor of Commerce (Finance Major) จาก The University of Melbourne เพราะสนใจจะทำงานด้านการเงินค่ะ

สิ่งที่สำคัญที่สุดในการเรียนมหาวิทยาลัยให้สำเร็จไม่ว่าจะคณะไหนคือการรู้จักแบ่งเวลาค่ะ เพราะ “ความอิสระ” จะเข้ามาในชีวิตมหาวิทยาลัยของเรามากขึ้นหลายเท่าเมื่อเทียบกับตอนอยู่มัธยม เพราะฉะนั้นมันเป็นอะไรที่ท้าทายมากๆ ว่าเราจะสามารถควบคุมตัวเองได้มากแค่ไหน ตาลว่าชีวิตนักเรียนมัธยมกับชีวิตนักศึกษามันแตกต่างกันมาก

การเรียนมหาวิทยาลัยโดยเฉพาะในเมืองนอก พวกเราจะถูกมองว่าเป็นผู้ใหญ่คนนึง ต้องจัดการเรื่องต่างๆ ด้วยตนเอง เพราะฉะนั้นจะไม่มีใครมาคอยว่าคอยเตือนแม้แต่นิดเดียว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการลงเวลาเรียน ต้องมีความรับผิดชอบที่จะมาเรียน ทำงานส่ง แบ่งเวลาทบทวนบทเรียนและทำกิจกรรมนอกเวลาเรียนต่างๆ การแบ่งเวลาทำกิจกรรมพวกนี้เป็นอะไรที่ท้าทายมากจริงๆ เพราะสิ่งที่ล่อให้เราขี้เกียจมีเยอะขึ้น บวกกับบทเรียนที่ยากกว่าระดับมัธยมค่ะ การเรียนในแต่ละวิชาในระดับมหาวิทยาลัยจะลงลึกกว่าตอนเรียนมัธยมมากๆ เพราะระดับมัธยม คุณครูจะให้ความสำคัญกับการสอนควบคู่กับการทำแบบฝึกหัด เพื่อให้แน่ใจว่าเด็กส่วนใหญ่เข้าใจในเรื่องนั้นๆ ส่วนมหาวิทยาลัย การทำความเข้าใจกับสิ่งที่เรียนและการฝึกเป็นหน้าที่ของเราเอง ไม่มีใครรอใคร อีกอย่างที่แตกต่างของระดับการเรียนทั้งสองในความรู้สึกของตาล คือ โอกาสที่เราจะได้คะแนนไม่ผ่านเกณฑ์ของแต่ละวิชาของระดับมหาวิทยาลัยมีมากกว่าตอนระดับมัธยมหลายเท่า สาเหตุที่สำคัญคือการไม่รู้จักแบ่งเวลาไม่ควบคุมตัวเอง ทำให้ส่งงานไม่ทัน ทำได้ไม่ดีพอหรือตามสิ่งที่เรียนไม่ทันเนื่องจากมหาวิทยาลัยจะเข้มงวดกับกฎระเบียบต่างๆ มาก ทำให้การเจรจาต่อรองในข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นจากตัวเราเองแทบจะไม่มีทางสำเร็จและตกวิชานั้นๆ ในที่สุดค่ะ ตาลเชื่อว่าคงไม่มีใครอยากให้เหตุการณ์นี้เกิดขึ้น เพราะมันไม่ใช่แค่เสียเวลา เสียเงินลงเรียนใหม่ แต่มันเสียประวัติ เพราะผลของวิชาที่ตกไม่สามารถถูกลบไปจาก Academic Record ของเราได้เลยค่ะ

ตาลไม่ได้พยายามจะทำให้ทุกคนกลัวจากสิ่งที่เล่ามานะคะ เพราะโดยส่วนตัว ตาลชอบชีวิตนักศึกษามากที่สุด ตาลว่ามันสนุกท้าทายและเป็นอิสระมาก ยิ่งพอจบมาแล้ว แล้วมองย้อนกลับไป ตาลคิดว่าชีวิตนักศึกษามันก็สอนเราอีกแบบ เราได้เห็นสังคมเห็นวัฒนธรรม และรู้จักความคิดคนที่กว้างขึ้นผ่าน Uni Clubs and Events เพราะเพื่อนๆ ไม่ใช่แค่คนออสซี่ส่วนใหญ่เหมือนตอนตาลเรียนอยู่มัธยม แต่มาจากหลายที่ทั่วโลก ส่วนเรื่องการเรียนและชิ้นงานก็ท้าทายอีกแบบ เพราะหลายครั้งของงานที่ได้มา เป็นอะไรที่เราต้องหาคำตอบและตัดสินใจด้วยตัวเราเอง เพราะอาจารย์ไม่ได้สอนหรือไม่มีคำตอบในหนังสือ บางทีเขาก็อยากเห็นความคิดเห็นของเรา เห็นการตั้งสมมติฐานและวิธีหาทางออกของปัญหาเวลาที่เราต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้า จะว่ายากมันก็ยาก แต่จะว่าง่ายมันก็ง่าย เพราะในโลกความจริง บางทีมันก็ไม่มีคำตอบอะไรตายตัว มันอยู่ที่ว่าอะไรดีที่สุดสำหรับเวลานั้นๆ ค่ะ ความสนุกมันอยู่ที่ต้องจัดการและแก้ปัญหาทุกอย่างกันเองเพราะไม่มีผู้ใหญ่มานั่งคอยคุมและคอยช่วยเหลือค่ะ

สำหรับน้องๆคนไหนที่สนใจหรืออยากไปเรียนต่อ ไปเถอะค่ะ มันไม่ใช่แค่ระบบการเรียนที่แตกต่างและแค่การฝึกภาษาอังกฤษ ตาลตัดสินใจไม่ผิดเลยที่มาเรียนที่เมลเบิร์น การเรียนและใช้ชีวิตที่เมืองนอกเองคนเดียวโดยไม่มีคุณพ่อคุณแม่คอยช่วยเหลือดูแลเราตลอดเวลาได้ให้อะไรหลายๆ อย่างกับเรามาก มันทำให้เราโตขึ้น เห็นโลกที่กว้างขึ้น และแม้แต่เห็นสิ่งเดิมๆ ในมุมมองใหม่ๆ ที่แตกต่างออกไป 6 ปี ที่เรียนและอยู่ที่เมลเบิร์น ตาลว่ามันคุ้มค่ะ ตาลชอบและมีความสุขที่อยู่ที่นี่ค่ะ

น้อง เจนนี่ - เจนนิสา ประดิษฐ์ภูษาศิลป์
เรียนที่ Billanook Collage
ออสเตรเลีย

น้อง เจนนี่ - เจนนิสา ประดิษฐ์ภูษาศิลป์

ก่อนมาเรียนที่ออสเตรเลียเจนนี่ก็มีเรียนภาษาอังกฤษเพิ่มเติมเพื่อปรับพื้นฐานภาษาค่ะ เมื่อได้มาสัมผัสการเรียนการสอนที่ออสเตรเลีย เจนนี่รู้สึกว่าแตกต่างมากค่ะ เพราะที่นี่เราเลือกวิชาที่เราสนใจจะเรียนเองได้ ทำให้เราไม่ต้องไปนั่งกลุ้มใจกับวิชาอื่นที่เราไม่ชอบแล้วทำมันออกมาได้ไม่ดีค่ะ เวลาเลิกเรียนก็ตรงเวลา ในเวลาเรียนเราก็ต้องตั้งใจด้วยตัวของเราเองไม่มีครูมานั่งจ้ำจี้จ้ำไชเหมือนเมืองไทย เจนนี่ว่าเป็นสิ่งที่ดีนะคะ เพราะมันฝึกให้เรามีความรับผิดชอบมากขึ้น ส่วนใหญ่เจนนี่จะทำการบ้านในช่วงพักกลางวันหรือหลังเลิกเรียนค่ะ

ทางโรงเรียนเองมีอุปกรณ์ไว้อำนวยความสะดวกให้นักเรียนหลายอย่าง ทั้งคอมพิวเตอร์ MacBook เครื่องปริ้นท์ ถ่ายเอกสาร แล้วก็มี Application ในมือถือของโรงเรียนเองที่เราสามารถดาวน์โหลดมาใช้งานได้ สิ่งนี้เป็นประโยชน์มาก เพราะถ้ามีการบ้านทางโรงเรียนก็จะมาโพสท์ลง Application นี้ เวลาเรียนเราก็จะใช้ Application นี้ประกอบการเรียนไปด้วย เรายังสามารถเรียนจาก Laptop หรือเทคโนโลยีอื่นๆได้ผ่าน Wi-Fi ของโรงเรียนที่เราสามารถใช้ได้ทุกคน ทางโรงเรียนยังมีการจัดกิจกรรมนันทนาการและกีฬาให้นักเรียนเลือกเข้าร่วมต่างหาก ทำนักเรียนไม่เสียเวลาเรียนเลยค่ะ

บรรยากาศในห้องเรียนอบอุ่นค่ะ เพื่อนๆและคุณครูเป็นกันเอง ยินดีที่จะช่วยเหลือเราตลอด คุณครูที่นี่สนิทกับนักเรียนมาก คอยถามไถ่ เวลานักเรียนมีเรื่องไม่สบายใจก็ปรึกษากับคุณครูได้ตลอดไม่ว่าจะเป็นเรื่องเรียนหรือเรื่องส่วนตัว และสำหรับ International Students ก็จะมีคุณครูพิเศษคอยช่วยเหลือเพิ่มเติมด้วย

มาแรกๆเจนนี่ต้องเปิดใจที่จะรับอะไรใหม่ๆ พยายามเข้าหา พูดคุย และปรับตัวให้เข้ากับทุกคน ไม่นานก็สนิทกับเพื่อนๆแล้วค่ะ เจนนี่เองพักอยู่ Host Family ของคุณ Tracey ค่ะ อยู่มาประมาณ 7 เดือนแล้ว ปกติก็จะเดินจากบ้านไปขึ้นรถโรงเรียนประมาณ 10 นาที และก็นั่งรถของโรงเรียนต่อไปอีก 15 นาทีค่ะ พักอยู่กับคุณ Tracey ก็ต้องปรับตัวหลายๆอย่างเพราะตอนอยู่เมืองไทยไม่ค่อยได้ทำอะไรเอง อยู่นี่ก็ต้องช่วยเหลือตัวเอง บางครั้งถ้าทำอะไรไม่ถูก คุณ Tracey ก็จะมานั่งพูดคุยและให้คำแนะนำ ทำให้มีความเข้าใจกันดีค่ะ เมื่อมีปัญหาอะไรเจนนี่ก็จะบอกคุณ Tracey ค่ะ เพราะว่าเราสนิทกันมาก รู้สึกเหมือนเขาเป็นพ่อแม่ เป็นคนหนึ่งในครอบครัวไปแล้ว ทางคุณ Tracey เองจะคอยเป็นห่วงทั้งเรื่องความปลอดภัยและคอยดูแลเหมือนเจนนี่เป็นลูกของเขาอีกคน ลูกของเขากินอะไรเราก็กินเหมือนกัน คุณ Tracey เป็นคนชอบทำอาหาร เขามักจะทำอาหารหลากหลายประเภทให้ทานค่ะ

การอยู่กับ Host Family เจนนี่ได้รู้อะไรหลายอย่างค่ะ คุณ Tracey เองจะคอยช่วยพัฒนาภาษาอังกฤษของเจนนี่ ตอนมาใหม่ๆเราไม่อยากจะพูดภาษาอังกฤษเพราะเราอายถ้าพูดผิดแล้วโดนหัวเราะ แต่เขาก็พยายามชวนคุยเพื่อให้เราฝึก แล้วพอเราผิดเขาก็จะคอยแก้ให้ บางครั้งก็จะช่วยเรื่องเรียน แล้วก็สอนงานบ้างในสิ่งเราทำไม่เป็น เช่น รีดผ้า ปูที่นอน เวลาว่างเขาก็จะพาเราไปดูหนัง ช้อปปิ้ง หรือว่าว่ายน้ำ

สำหรับเจนนี่แล้ว การอยู่ Homestay มีทั้งข้อดีและเสียค่ะ ข้อดีคือเราจะได้ฝึกภาษาและเรียนรู้วัฒนธรรมของเขา ทั้งยังฝึกให้รู้จักปรับตัว แต่ข้อเสียก็จะมีบ้าง เช่น ต้องทำตามกฎระเบียบของ Host และต้องปรับตัวให้เข้ากับคนในบ้านของเขา ซึ่งต้องใช้เวลาค่อยเป็นค่อยไปค่ะ

อยากแนะนำเพื่อนๆที่อยากมาเรียนต่อที่ประเทศออสเตรเลียนะคะ ว่าถ้ามาแล้วต้องเปิดใจที่จะเจอสิ่งใหม่ๆฝึกพูดคุยกับเพื่อนต่างชาติ และต้องรู้จักปรับตัวเข้าหาคนอื่น ซึ่งการมาเรียนต่อนั้น จะช่วยให้เราได้เรียนรู้การช่วยเหลือตัวเอง ฝึกความมีระเบียบ ความตรงต่อเวลา และยังได้สัมผัสและเรียนรู้ถึงวัฒนธรรมของเพื่อนหลายๆชาติด้วยค่ะ

น้องฟา กานต์พิชชา มโนรถกุล
จบการศึกษาระดับมัธยมจาก Caulfield Grammar School
ออสเตรเลีย

น้องฟา กานต์พิชชา มโนรถกุล

ก่อนที่ฟาจะเข้าเรียนที่ Caulfield Grammar School ก็ได้เรียนปรับภาษา วิชาหลักและวิชาพื้นฐานต่างๆอยู่ประมาณ 3 เดือน ก่อนเข้าเรียนจริงค่ะ ที่โรงเรียนจะมีกิจกรรมตลอดเวลา เช่น  House Music, House Drama, House Sport และยังมี International  Week ให้คนต่างชาติ มาแบ่งปันวัฒนธรรมของแต่ละชาติ ตอนแรกฟาพักกับ Host Family แต่ไม่ค่อยชอบเลยขอเปลี่ยนมาอยู่ที่หอพักของโรงเรียนแทน ในหอจะมีครูมาช่วยติวหนังสือให้ทุกวัน เราสามารถไปหาครูได้ทุกเมื่อหากมีปัญหาทางด้านการเรียน ถ้าเรามีปัญหาทางด้านอื่นก็สามารถติดต่อคุณครูประจำหอ หรือว่าคุณครูดูแลนักเรียนต่างชาติได้เสมอ เค้ายินดีช่วยตลอดค่ะ โดยระบบการศึกษาที่ออสเตรเลียนักเรียนสามารถแสดงความคิดเห็นได้เต็มที่ มีวิชา Elective (วิชาเลือก) หลากหลาย เช่น ถ่ายรูป การแสดงละคร การออกแบบ ภาษาต่างชาติ เป็นต้น และระบบเหล่านี้ยังช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้ามหาวิทยาลัยในต่างประเทศด้วยค่ะ เพราะนักเรียนจะได้ฝึกเรื่องการฟัง การพูด การเขียนภาษาอังกฤษมากขึ้น เมื่อคุ้นชินกับชีวิตที่นี่ก็จะกล้าพูดกล้าแสดงออกมากขึ้น ทั้งระบบการศึกษาของออสเตรเลียยังเป็นที่ยอมรับจากทั่วโลก เราจึงสามารถนำผลคะแนนไปสมัครที่มหาวิทยาลัยในประเทศต่างๆได้

เรื่องการเตรียมตัวเข้ามหาวิทยาลัย ฟาแนะนำให้ทำข้อสอบเก่าๆ ซ้ำไปซ้ำมา ฝึกเยอะๆค่ะ สำหรับใครที่สนใจศึกษาในคณะ Accounting ต้องเตรียมตัวก่อนสอบมากๆ โดยเฉพาะเลข ทบทวนบทเรียนหลังจากเลิกเรียนอย่างน้อย 3 ชั่วโมงก่อนนอนทุกวัน จัดเวลาให้ดี อาจจะใช้สมุด Planner/Organiser ช่วย

ส่วนการเลือกมหาวิทยาลัย ฟาเลือกจากความน่าเชื่อถือ ผลงานทางวิชาการ หลังจากนั้นจะดูว่ามหาวิทยาลัยนั้นๆเปิดสอนในหลักสูตรที่เราสนใจหรือไม่ ฟาเลือกที่จะเรียนต่อที่ออสเตรเลียเพราะระบบการศึกษาน่าเชื่อถือติดอันดับโลก และฟาก็คุ้นเคยกับชีวิตที่นี่แล้วด้วยค่ะ ฟาได้รับ Offer Letter มา 2 ที่คือ University of Melbourne, Bachelor of Commerce กับ Monash University, Double Degree: Bachelor of Business (Accounting) and Bachelor of Business (Finance) แต่ฟาเลือกที่จะเรียนที่ University of Melbourne เพราะเป็นมหาลัยที่มีชื่อเสียงอันดับหนึ่งของออสเตรเลียและเป็นมหาวิทยาลัยอันดับที่ 26 ของโลกทั้งยังเป็นหลักสูตรที่ฟาสนใจด้วยค่ะ

ตอนนี้ฟาเรียน Foundation (หลักสูตรปรับพื้นฐานสำหรับการเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัย) ที่ Trinity College อยู่ค่ะ ยังไม่ถือว่าเป็นมหาวิทยาลัยแต่ก็คล้ายๆกัน บางวันมีเรียนทั้งวัน บางวันมีแค่ช่วงเช้า ทำให้มีเวลาว่างกว่าตอนเรียนมัธยมมาก การเรียนที่นี่จะมี 2 แบบ คือแบบ Lecture กับ Tutorial การเรียน Lecture จะเรียนในห้องใหญ่ๆ นักเรียนหลายคน ไปจดเนื้อหา นั่งฟังครูพูด จะไม่ค่อยมีโอกาสถามมากนัก ส่วน Tutorial จะเป็นห้องเล็กซึ่งเราต้องมีส่วนร่วมในชั้นเรียนตลอด เช่น ตอบคำถามครู หรือถามคำถาม ประมาณนี้ค่ะ

โดยชีวิตใน Trinity College จะไม่มีใครมาจำจี้จำไช ต้องรู้จักกระตือรือร้นเอง ทำงานให้ทันเวลา แบ่งเวลาเป็น ไม่เหลวไหล ไม่เหมือนช่วงมัธยมที่ครูจะคอยถามว่าเราเข้าใจไหม คอยจ้ำจี้จ้ำไช มีเรียนทุกวันเช้าถึงเย็น และมีกิจกรรมที่ต้องร่วมกับโรงเรียนมากมาย มีระเบียบมากกว่า

ออสเตรเลียเป็นประเทศที่น่าอยู่และปลอดภัย คนออสเตรเลียเป็นคนที่มนุษยสัมพันธ์ดี ใจดี เข้ากับคนง่ายค่ะ แต่มีระเบียบมากเช่นกัน เวลาก็ไม่ต่างกับเมืองไทยมากนัก อากาศก็ไม่หนาวเกินไป ได้ลองมาใช้ชีวิตที่นี่แล้วจะติดใจค่ะ

น้องบูม - ชวิศ ชำนาญกิจ
จบปริญญาตรีจาก Bond University
ออสเตรเลีย

น้องบูม ชวิศ ชำนาญกิจ

ขณะที่เรียนระดับมัธยม นักเรียนที่ Prince Alfred College เป็นมิตรมากครับ ผมได้พักที่หอพักในโรงเรียนเลยมีเพื่อนร่วมหอพักคอยดูแลตลอด เรียนหนักพอสมควรโดยเฉพาะ Year 11 กับ 12 เวลาเรียนก็ตั้งใจเรียน พอมีเวลาว่างผมก็ไปเข้าร่วมกิจกรรมที่ทางโรงเรียนจัดไว้ให้ครับ ที่ Prince Alfred College จะมี International Student Coordinator ซึ่งมีหน้าที่หลักในการดูแลนักเรียนต่างชาติโดยเฉพาะ ครูคนนี้เข้าใจความเป็นอยู่ของนักเรียนต่างชาติเป็นอย่างดีครับ นอกจากนี้ก็จะมีครูประจำบ้าน ครูประจำหอพัก แล้วก็ Dean of Studies ที่จะดูแลทางด้านการศึกษาเป็นพิเศษ ถือว่าโรงเรียนนี้ดูแลนักเรียนได้ดีมากครับ โรงเรียนที่ผมเรียนเปิดสอนหลักสูตร International Baccalaureate (IB) ซึ่งเป็นหลักสูตรที่ได้รับการยอมรับจากมหาวิทยาลัยชั้นนำทั่วโลก ถ้าตั้งใจเรียนและทำคะแนนได้ดี ก็มีโอกาสสูงที่จะเข้าเรียนต่อในมหาวิทยาลัยต่างประเทศครับ

สำหรับการสมัครเข้ามหาวิทยาลัย ผมใช้คะแนน Final Score ที่ได้รับจากการจบ Year 12 ไปยื่นผ่านระบบ SATAC (South Australian Tertiary Admissions Centre) และ QTAC (Queensland Tertiary Admissions Centre) หลังจากนั้นก็สมัครผ่านเว็บไซต์ของมหาวิทยาลัยที่สนใจ แต่ก่อนสมัครต้องหาข้อมูลว่ามหาวิทยาลัยแต่ละแห่งมีหลักสูตรการเรียนการสอนอะไรบ้างครับ โดยผมได้การตอบรับจากมหาวิทยาลัยหลายแห่ง เช่น University of Melbourne, University of New South Wales, Monash University, Australia’s National University, University of Adelaide, University of South Australia แต่ที่สุดแล้วผมเลือกรับทุนการศึกษาจาก Bond University และเข้าเรียนในหลักสูตร Bachelor of Business/ Bachelor of Information Technology (ปริญญาตรีบริหารธุรกิจ กับ ปริญญาตรีเทคโนโลยีสารสนเทศ) ผมเลือกเรียนคณะนี้เพราะชอบในเนื้อหาของวิชาและคิดว่าจะมีโอกาสหางานดีๆ ได้จากความรู้ที่เรียนมาจากคณะนี้ครับ

การเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัยทำให้ผมเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น เพราะไม่มีพ่อแม่หรือครูที่มาคอยดูแล มาบอกให้เราอ่านหนังสือ ต้องบริหารเวลาให้ดีขึ้นกว่าเดิมเพราะต้องทำทั้งการบ้านและงานบ้านครับ ตอนแรกๆที่มาเรียนระดับมหาวิทยาลัยต้องปรับตัวมาก การแข่งขันในหมู่นักเรียนจะค่อนข้างสูง จากห้องเรียนมัธยมที่มีเด็ก 20 คนเปลี่ยนเป็นคณะในมหาวิทยาลัยที่มีนักเรียนมากกว่า 300 คน แต่ถ้ามุ่งมั่นและตั้งเป้าหมายให้สูงๆจะประสบความสำเร็จในการเรียนอย่างแน่นอนครับ

เคล็ดลับในการเรียนให้ประสบความสำเร็จคือการเรียนให้หนัก เรียนให้ได้ความรู้ รีบปรึกษาอาจารย์เมื่อมีปัญหา มีวินัยในการอ่านหนังสือ ไม่ปล่อยตัวออกนอกลู่นอกทาง เลือกคบแต่เพื่อนที่จะพาเราไปในทางที่ดี แต่ก็ต้องให้เวลากับตัวเองด้วย ต้องพักผ่อนบ้าง เพราะถ้าเรียนหนักอย่างเดียวสมองเราจะยอมแพ้ก่อน อาจจะหากิจกรรมผ่อนคลายอย่างการเล่นกีฬา เล่นดนตรี หรือทำกิจกรรมต่างๆ ทั้งหมดอาจจะฟังดูยากนะครับ แต่ถ้าลองมีความมุ่งมั่นแล้วจะทำได้แน่นอน

สำหรับน้องๆที่กำลังคิดหรือตัดสินใจว่าจะมาเรียนต่อที่ประเทศออสเตรเลีย ผมแนะนำได้เลยว่ามาเรียนที่นี่จะได้โอกาสในการพัฒนาภาษาอังกฤษ อากาศที่นี่ก็ดีมากและด้วยเวลาที่ไม่ต่างจากเมืองไทยมากนักก็ทำให้รู้สึกว่าไม่ได้อยู่ไกลจากบ้านมากครับ ถ้าคิดว่าตัวเองพร้อมให้มาเลย เพราะถ้ารอนานแล้วจะผิดหวัง โดยภาษาเป็นเรื่องสำคัญครับ แนะนำว่าถ้าเป็นไปได้ก็ให้เตรียมและฝึกภาษาอังกฤษให้พร้อมที่สุดเท่าที่จะพร้อมได้ แต่ในที่สุดแล้ว การมาเรียนต่อที่ออสเตรเลียต้องอดทนและเรียนรู้ ที่จะปรับตัวด้วยครับ ต้องขอบอกว่า Your Attitude, Not Your Aptitude, Determines Your Altitude (ทัศนคติจะเป็นตัวกำหนดความสำเร็จของเรา ไม่ใช่แค่พรสวรรค์อย่างเดียว)

น้อง แบมแบม - สุภิตา สมานบุตร
เรียนที่ Methodist Ladies’ College (MLC)
ออสเตรเลีย

น้องแบมแบม สุภิตา สมานบุตร - เรียนที่ Methodist Ladies’ College (MLC)

แบมย้ายมาเรียนที่ Melbourne ได้ 8 เดือนแล้วค่ะ โรงเรียนบรรยากาศดี น่าอยู่มากค่ะ เหตุผลที่แบมเลือกเรียนที่นี่เพราะคุณแม่ได้รับคำแนะนำจาก Guardian ว่าเป็นโรงเรียนที่มีการเรียนการสอนดีค่ะ ตั้งแต่มาเรียนก็ยังไม่มีอาการ Homesick เลยค่ะเพราะว่าเพื่อนๆชาวออสเตรเลียทุกคนดูแลดีมาก ตอนแรกก็มีปัญหาด้านภาษา เพราะว่ายังปรับการฟังภาษาอังกฤษเร็วๆไม่ทัน แล้วก็สังคมของเพื่อนกับของหนูนั้นต่างกัน จึงไม่ค่อยรู้เรื่องในกลุ่มของเค้า แต่ว่าหลังจากกลับจากโปรแกรม Marshmead ที่ทางโรงเรียนจัดให้ก็สนิทกับเพื่อนมากขึ้นและไม่มีปัญหาแล้วค่ะ คุณครูที่โรงเรียนมีการดูแลเอาใจใส่ดีมาก เพราะเค้าเห็นว่าเราเป็นเด็กต่างชาติ โดยเฉพาะ Home Group Teacher จะดูแลดีมาก และให้คำปรึกษาอยู่เรื่อยๆ ค่ะ ที่โรงเรียนก็มีอุปกรณ์ประกอบการเรียนการสอนแต่ละวิชา มีคอมพิวเตอร์พกพาส่วนตัวให้ใช้ในการเรียน

มี Wi-Fi สำหรับคอมพิวเตอร์ แล้วก็ Mobile Internet  และยังมีพัดลมกับเครื่องทำความร้อนด้วยค่ะ ส่วนใหญ่หนูจะทำการบ้านเวลา 2 ทุ่ม และถ้าต้องทบทวนวิชาเรียนก็จะทบทวนก่อนนอนค่ะ ด้านกิจกรรมโรงเรียนก็มีให้ทำหลากหลายค่ะ เมื่อเทอม 3 หนูได้เข้าทีม Soccer หญิงของโรงเรียนเพื่อเข้าแข่งขันในระดับรัฐด้วยค่ะ

แบมคิดว่า Guardian มีบทบาทที่สำคัญมากเพราะเขาจะเป็นที่ปรึกษาและสามารถช่วยเหลือเราได้ตลอดค่ะ เป็นเหมือนผู้ปกครองอีกคนขณะที่เราอยู่ต่างประเทศค่ะ Guardian ของหนูก็ช่วยเหลือทุกอย่าง เราติดต่อกันสม่ำเสมอ พี่เขาจะโทรมาถามว่าเรามีอะไรให้เขาช่วยไหม แล้วก็ถามถึงสภาพความเป็นอยู่ของเราค่ะ หนูประทับใจตรงที่ Guardian ของหนูดูแลเอาใจใส่ดีมากค่ะ