LONG TERM OVERSEAS COURSES

United Kingdom

Higher Education

University

หลังจากที่นักเรียนเรียนจบระดับมัธยมศึกษาจากสหราชอาณาจักร นักเรียนมีทางเลือกที่จะเรียนต่อระดับมหาวิทยาลัยได้หลายทาง ดังนี้

  • เรียนต่อระดับมหาวิทยาลัยในสหราอาณาจักร
  • เรียนต่อระดับมหาวิทยาลัยในประเทศไทย
  • เรียนต่อระดับมหาวิทยาลัยในประเทศอื่นๆ เช่น ออสเตรเลีย สหรัฐอเมริกา เป็นต้น
การเรียนต่อระดับมหาวิทยาลัยในสหราชอาณาจักร

เมื่อนักเรียนสำเร็จการศึกษาในระดับ Year 13 และได้วุฒิการศึกษาตามกรอบคุณวุฒิทางการศึกษาของสหราชอาณาจักร (NQF) แล้ว นักเรียนสามารถเลือกศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัยในสหราชอาณาจักรได้ โดยนำผลคะแนนสอบจากโรงเรียนไปยื่นสมัครกับมหาวิทยาลัยที่ตนเองสนใจผ่านระบบกลางการศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาหรือ UCAS (Universities Central Admission System)  ซึ่งจะมีเกณฑ์การพิจารณารับเข้าจากผลการสอบ GCE A-Level และ IB Diploma ในระดับมัธยมปลายของนักเรียน โดยสามารถเลือกได้สูงสุด 5 คอร์ส

กำหนดการรับสมัครผ่านระบบ UCAS มี ดังนี้

  • กลางตุลาคม   ปิดรับสมัครสำหรับการสมัครเข้าศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัย Oxford และ Cambridge รวมถึงมหาวิทยาลัยอื่น ๆ ในสาขาแพทยศาสตร์ ทันตแพทยศาสตร์ และสัตวแพทยศาสตร์
  • กลางมกราคม ปิดรับสมัครสำหรับการสมัครเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยทั่วไป
  • ปลายมีนาคม   ปิดรับสมัครสำหรับการสมัครเข้าศึกษาต่อในสาขาศิลปะและการออกแบบ

อย่างไรก็ดี กำหนดการปิดรับสมัครอาจแตกต่างกันในแต่ละปี สามารถตรวจสอบกำหนดการของแต่ละปีได้ที่ www.ucas.com  นอกจากนี้ นักเรียนควรเช็คเงื่อนไขการรับสมัครของสาขา และมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ด้วย

การเทียบคะแนน

A – Level

เกรดในวิชาต่าง ๆ ที่นักเรียนยื่นเข้าระบบของ UCAS จะถูดคิดเป็นคะแนน Tariff ตามตารางด้านล่าง

A-Level grades Tariff points
A* 140
A 120
B 100
C 80
D 60
E 40

International Baccalaureate Diploma

เมื่อสมัครผ่านระบบ UCAS คะแนน IB จะถูกแปลงมาเป็น Tariff Point เพื่อใช้ในการยื่นสมัครเข้ามหาวิทยาลัย ซึ่งสามารถเทียบคะแนนได้ตามตารางด้านล่าง

IB score Tariff points
45 720
44 698
43 676
42 654
41 632
40 611
39 589
38 567
37 545
36  523
35  501
34  479
33  457
32  435
31  413
30  392
29  370
28  348
27  326
26  304
25  282
24  260

การเรียนต่อระดับมหาวิทยาลัยในประเทศไทย

นักเรียนสามารถนำผลการเรียนไปสมัครเข้ารับการคัดเลือกเพื่อเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัยในประเทศไทยได้ในระบบรับตรงของมหาวิทยาลัย  โดยนำผลการเรียนและวุฒิที่ได้รับจากโรงเรียนในสหราชอาณาจักรไปเทียบวุฒิการศึกษา  ณ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ เพื่อรับรองว่าวุฒิการศึกษาที่จบนั้นเทียบเท่าหลักสูตรการศึกษาในระดับมัธยมปลาย และใช้ประกอบการสมัครเรียนในระดับปริญญาตรีได้

อย่างไรก็ตามแต่ละมหาวิทยาลัยจะมีข้อกำหนดในการรับนักศึกษาแตกต่างกันไป นักเรียนควรตรวจสอบสาขาวิชาและคุณสมบัติเบื้องต้นจากมหาวิทยาลัยที่ต้องการศึกษาต่อก่อน  สำหรับระบบกลาง หรือการสอบเข้ามหาวิทยาลัย จะใช้คะแนน GPA กลุ่มสาระมาคิดคำนวณด้วยซึ่งไม่เหมาะกับนักเรียนที่จบจากต่างประเทศ เพราะมีหลักสูตรการเรียนที่ต่างกัน โดยนักเรียนที่จบการศึกษาจากสหราชอาณาจักรจะสามารถนำผลการเรียนมาเทียบวุฒิได้ โดยมีเงื่อนไข ดังนี้

  • นักเรียนที่จบในหลักสูตร International Baccalaureate หรือ IB Diploma จะมีความรู้เทียบเท่ามัธยมศึกษาตอนปลาย
  • นักเรียนที่จบในหลักสูตร A-Level จะต้องสอบได้ไม่ต่ำกว่า 3 วิชา และวิชาไม่ซ้ำกัน โดยแต่ละวิชาต้องสอบได้เกรดไม่ต่ำกว่า E
  • นักเรียนที่จบในหลักสูตร GCSE หรือ IGCSE จะต้องสอบได้ไม่ต่ำกว่า 5 วิชา และวิชาไม่ซ้ำกัน โดยแต่ละวิชาต้องสอบได้เกรดไม่ต่ำกว่า C

โดยสามารถโหลดใบคำร้องได้ที่ http://bet.obec.go.th/it/images/it/IT_InternationalQualityCompareRequestForm_1-51.pdf


การเรียนต่อระดับมหาวิทยาลัยในประเทศอื่นๆ

นักเรียนที่จบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาในสหราชอาณาจักรสามารถสมัครเข้าศึกษาต่อระดับมหาวิทยาลัยในประเทศอื่นๆ ได้ โดยแต่ละประเทศจะมีเงื่อนไขการรับเข้าศึกษาที่แตกต่างกัน เช่น

  • ออสเตรเลีย นักเรียนจะต้องมีวุฒิเทียบเท่ามัธยมปลาย (จบ Year 13 ที่สหราชอาณาจักร) ทางมหาวิทยาลัยจะพิจารณาจากผลการเรียนล่าสุด และคะแนนสอบภาษาอังกฤษ (IELTS หรือ TOEFL) ซึ่งเกณฑ์คะแนนในการรับเข้าศึกษาต่อจะแตกต่างกันไปตามแต่ละมหาวิทยาลัย คณะ และสาขาวิชาที่สมัคร บางคณะอาจกำหนดให้นักเรียนลงเรียนเพิ่มเติมในวิชาพื้นฐานด้วย
  • สหรัฐอเมริกา นักเรียนจะต้องมีผลการเรียนและผลการสอบ SAT ในการสมัครเข้าศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัย โดย SAT (Scholastic Aptitude Test 1) และ SAT II (Scholastic Aptitude Test II) เป็นข้อสอบที่ใช้วัดความรู้ ความสามารถของนักเรียน เนื่องจากในสหรัฐอเมริกามีโรงเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายเป็นจำนวนมาก ซึ่งยากที่ทุกแห่งจะมีมาตรฐานการเรียนการสอนและการวัดผลที่เท่าเทียมกัน การสอบ SAT จึงเป็นการสอบเพื่อประเมินความพร้อม และความสามารถของนักเรียนแต่ละคน โดยไม่ต้องอาศัยผลการเรียนจากโรงเรียน หากนักเรียนมีเป้าหมายในการเรียนต่อที่สหรัฐอเมริกา ควรเตรียมความพร้อมในการสอบ SAT ไว้แต่เนิ่น ๆ โดย SAT I จะทดสอบการใช้เหตุผล 2 วิชา คือ ภาษาศาสตร์ และ คณิตศาสตร์ เป็นคำถามแบบปรนัย ซึ่งลักษณะจะเป็นแบบความสามารถในการสื่อสาร การเติมคำในช่องว่าง การอ่านวิเคราะห์และวิจารณ์ รวมถึงความสามารถทางคณิตศาสตร์ ส่วน SAT II จะทดสอบความรู้ความชำนาญทางด้านภาษาอังกฤษ วิทยาศาตร์ ประวัติศาสตร์ สังคมศาสตร์ และภาษาอื่น ๆ

Foundation Program

คอร์ส Foundation เป็นคอร์สที่เตรียมความพร้อมให้กับนักเรียนที่จะเข้าศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัย แต่ไม่มีพื้นฐานในสาขาวิชาเฉพาะต่างๆ เช่น ศิลปะ การออกแบบ แฟชั่น การเงินและการจัดการ เป็นต้น หรือมีผลการเรียนไม่ถึงเกณฑ์ที่ทางมหาวิทยาลัยกำหนด คอร์ส Foundation จึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับนักเรียนในการเข้าศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัย โดยสามารถสมัครได้ตั้งแต่จบการศึกษาในหลักสูตร GCSE และ IGCSE หรือมีวุฒิการศึกษาเทียบเท่ามัธยมศึกษาปีที่ 5 มีระยะเวลาเรียนประมาณ 8 เดือนถึง 1 ปี หลังจากนั้นนักเรียนสามารถสมัครเข้าศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัยได้หากผ่านเกณฑ์ตามที่กำหนด

สถาบันที่เปิดสอนคอร์ส Foundation เช่น Bellerbys College และ Istituto Marangoni หรือใน International Study Center ของมหาวิทยาลัยต่าง ๆ เช่น University of Huddersfield,  Keele University, Kingston University London และ University of Sussex เป็นต้น