ทำไมการไปศึกษาต่อต่างประเทศถึงช่วยพัฒนาบุคคลมากกว่าการศึกษาในประเทศ

Richard: Hi, can you tell me how can I get to Ekkamai Station?

น้องจุ๊: เอ่ออ โก สะเตด เอ่อออ

Richard: I beg your pardon?

น้องจุ๊: ……..

คาดว่าหลายๆคนคงเคยเจอกับสถานการณ์แบบนี้ในไทยจากคนต่างชาติที่เค้ามาถาม หลายๆคนพูดตะกุกตะกัก หลายๆคนได้แต่ยิ้ม หรือบางคนอาจวิ่งหนีหายไปในกลีบเมฆ

แน่นอนว่าการศึกษาคือปัจจัยสำคัญ ทฤษฏีต่างๆในหนังสือเรียนต่างเป็นจุดสำคัญในการพัฒนาตนเองในสายอาชีพในอนาคตถึงแม้ว่าอาจจะไม่ได้ใช้สิ่งที่เรียนมาจากตำราในชีวิตจริงก็ตาม แต่ในความเป็นจริงแล้ว การศึกษาควรควบคู่ไปกับสิ่งๆหนึ่งที่มีความสำคัญเทียบเท่ากันซึ่งก็คือประสบการณ์ชีวิตค่ะ ซึ่งเป็นสิ่งที่หาไม่ได้จากในห้องเรียน

ประสบการณ์ชีวิตคือจุดเปลี่ยนสำคัญในการพัฒนาตนเองให้เป็นผู้ใหญ่ยิ่งขึ้น มีความรับผิดชอบมากขึ้นและแก้ปัญหาในสถานการณ์ต่างๆด้วยตัวเองได้ หลายๆคนคงคิดว่าประสบการณ์ชีวิตเหล่านี้สามารถเรียนรู้ด้วยตนเองได้อยู่แล้ว ซึ่งก็ไม่ผิดนะคะ แต่ก็มีหลายๆคนเหมือนกันที่เชื่อว่าการไปศึกษาต่อและใช้ชีวิตในต่างประเทศได้อะไรกลับมามากกว่าที่ตนเองคาดหวังไว้

การไปใช้ชีวิตในต่างประเทศแน่นอนว่าไม่ใช่แค่ไปหาความรู้เพิ่มเติมหรือไปฝึกทักษะภาษาอังกฤษ แต่ได้ฝึกการปรับตัวในสังคมและพัฒนาความเป็นผู้นำอีกด้วย การเรียนภาษาในประเทศไทยเปิดโอกาสให้นักเรียนได้พูดภาษาอังกฤษเพียงภายในห้องเรียน พอออกจากห้องเมื่อไหร่ละก็ภาษาไทยกันสนุกสนาน แต่การไปอยู่ต่างประเทศน้องๆแทบจะไม่มีโอกาสพูดภาษาไทยแน่นอนค่ะ เพราะสถานการณ์จะบังคับให้น้องๆต้องฝึกฝนภาษา ต้องลองพูด ต้องสื่อสารในชีวิตประจำวัน คงไม่มีใครยอมหิวทั้งวันเพราะไม่กล้าสั่งอาหารจากพนักงานเสิร์ฟใช่มั๊ยคะ? การได้ทำอย่างนี้อยู่ทุกๆวันจะเสริมสร้างความมั่นใจในตัวเองขึ้นอย่างมาก ทำให้เรากล้าพูดคุยกับคนแปลกหน้า ในประเทศใหญ่ๆเช่น อเมริกา อังกฤษ และ ออสเตรเลีย อยากจะให้น้องๆรู้ไว้นะคะว่าผู้คนท้องถิ่นค่อนข้างอัธยาศัยดี พูดคุยได้ เวลาเราไปชอปปิ้งตามร้านต่างๆ มีแต่คนเข้ามาพูดคุยเล่นด้วยแทนที่จะพยายามขายของเหมือนในไทย

ส่วนในห้องเรียน แน่นอนว่าการเรียนการเรียนการสอนในต่างประเทศแตกต่างจากในไทยอย่างสิ้นเชิง การเรียนการสอนในต่างประเทศพยายามส่งเสริมให้นักเรียนในห้องได้เปิดโอกาสแสดงความเห็น ส่งเสริมให้มีการพูดคุยกันในห้องเรียนเพื่อแก้ไขปัญหาร่วมกันเป็นทีม ส่งเสริมให้มีการถกเถียงและเสนออะไรใหม่ๆในห้องเรียน เพื่อให้นักเรียนแต่ละคนได้คิดนอกกรอบ ในวันแรกๆที่น้องๆเข้าไปในห้องเรียนอาจยังปรับตัวไม่ได้ และคงเห็นแต่ฝรั่งที่ยกมือขึ้นถามคำถามในขณะที่คนเอเชียนั่งเงียบกริบ แต่ถ้าน้องๆอยากจะพัฒนาตนเอง ลองซักครั้งที่จะยกมือขึ้นถามหรือแสดงความเห็นแล้วเดี๋ยวจะติดใจ! บางครั้งการมีส่วนร่วมในห้องเรียน (Class Participation) มีการให้เป็นคะแนนด้วยนะคะ! ใครคนไหนไม่ผ่านเกณฑ์เพราะคะแนนการมีส่วนร่วมในห้องเรียนเป็นศูนย์อย่าหาว่าไม่เตือนกันนะคะ ทักษะการพูดในที่สาธารณะอาจเป็นหนึ่งในสิ่งที่โดดเด่นในการไปศึกษาต่อในต่างประเทศก็ว่าได้ สำหรับน้องๆที่เรียนจบปริญญาตรีไปแล้ว และกำลังจะเรียนต่อปริญญาโท ลองนึกย้อนกลับไปดูนะคะว่าเวลาออกไปพรีเซนท์โปรเจคหน้าห้อง ทุกคนคงจะมีกระดาษใหญ่ๆหนึ่งใบไว้อ่านในระหว่างพรีเซนท์ แต่นั่นไม่ใช่การพูดในที่สาธารณะหรอกค่ะ มันคือการอ่านให้เพื่อนฟังเสียมากกว่า แต่หากในต่างประเทศ ไหนๆอาจารย์มีการให้คะแนนการมีส่วนร่วมในห้องเรียนแล้ว การพรีเซนท์งานก็มีการให้คะแนนเช่นเดียวกับเนื้อหาของตัวงานนะคะ เมื่อน้องๆได้มีโอกาสไปเรียนต่อเมื่อไหร่และต้องทำการพรีเซนท์หน้าห้องเรียน น้องๆก็จะได้ยินคำว่า Prompt Note ซึ่งคือกระดาษแผ่นเล็กๆที่จดเพียงคำสั้นๆเพื่อเตือนตัวเองว่าจะต้องพูดอะไรเป็นลำดับต่อไป บางครั้งตัว Prompt Note นี้มีการให้คะแนนด้วยนะคะ ระวังหละ ไม่ใช่ว่ามีกระดาษแผ่นเล็กๆแต่กลับจดลงไปเป็น 10 ย่อหน้าด้วยตัวหนังสือเล็กๆจะหลอกอาจารย์ได้!

มีหลายๆคนที่ไปเรียนต่อต่างประเทศและเมื่อปรับตัวได้แล้วก็หาโอกาสเก็บประสบการณ์ให้ตนเองเพิ่มเติมด้วยการหางาน Part-time ทำกัน เช่น พนักงานเสิร์ฟในร้านอาหาร ขายเสื้อผ้า ทำกาแฟ การทำงาน Part-time อาจเป็นจุดสำคัญที่เปลี่ยนชีวิตของน้องๆได้เลยนะคะ ไม่เพียงแต่จะหาเงินได้ด้วยตนเองในระหว่างเรียนแล้ว ยังได้ฝึกภาษาในชีวิตจริง ได้เสริมความมั่นใจในตัวเอง ได้แก้ปัญหาเฉพาะหน้า และ ยังได้เพื่อนใหม่ๆอีกด้วย ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่สามารถหาได้ในการใช้ชีวิตในประเทศไทยอย่างแน่นอน สิ่งที่สำคัญที่สุดจากที่กล่าวมาคงหนีไม่พ้นการได้แก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าด้วยตัวเอง น้องๆกำลังใช้ชีวิตลำพังในต่างประเทศ ไม่มีใครคอยช่วยเหลือ จะต้องแก้ไขสถานการณ์ ณ ตอนนั้นด้วยตนเอง หากมีลูกค้าเข้ามาในร้านเสื้อที่น้องๆทำงานอยู่แล้วถามว่า “Hi I’m in a rush, I have a meeting in 10 minutes, and I need a new shirt as I spilled coffee on it, hurry!” (สวัสดีครับ ผมกำลังรีบไปประชุมในอีก 10 นาที ผมต้องการเสื้อตัวใหม่เพราะดันทำกาแฟหกใส่เสื้อตัวที่ใส่อยู่ ช่วยรีบให้หน่อยนะ!) น้องๆคงไม่มีเวลาโทรหาเจ้าของร้านว่าควรทำอย่างไร ควรช่วยเหลือยังไง หรือโทรกลับไปหาพ่อแม่เพื่อปรึกษาแน่นอนค่ะ สถานการณ์จะบังคับให้ถามข้อมูลเพิ่มเติมกลับไปยังลูกค้าว่าต้องการไซส์อะไร (What size are you?) ต้องการสีอะไร (Which color would you like?) หรือ ต้องการเสื้อราคาประมาณเท่าไหร่ (What sort of price you have in mind?)  และหยิบเสื้อตัวที่ต้องการมาให้เร็วที่สุด

แน่นอนว่ามีอีกหลายอย่างเลยทีเดียวที่เป็นข้อดีของการไปศึกษาต่อต่างประเทศ เชื่อว่าหลายๆคนคงอยากลองไปใช้ชีวิตในต่างประเทศดูกันแล้วใช่มั๊ยคะ หวังว่าบทความนี้จะเป็นตัวช่วยให้น้องๆหลายๆคนตัดสินใจได้ง่ายขึ้นและหวังว่าในอนาคตหาก Richard เข้ามาถามอีกว่า “Hi, how can I get to Ekamai Station?” น้องๆคงสามารถยืดอกและตอบกลับอย่างมั่นใจว่า “Go straight ahead that way and turn left, you will see the stairs up to the station”